
เมีย แรงงานไทยใน อิสราเอลเผย ผัวอยากทำงานต่อ แม้รู้ว่าเสี่ยงอันตราย ต้องการหาเงินมาใช้หนี้ สร้างบ้านให้ลูกเมียอยู่สุขสบาย
วันที่ 11 ต.ค. 66 น.ส.อมรรัตน์ ดอกกระโทก อายุ 23 ปี ชาวบ้านหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นภรรยาของ นายธีรศักดิ์ ด่านกระโทก หรือ เบน อายุ 25 ปี 1 ใน แรงงานไทยที่ไปทำงานอยู่ในเมืองภาคกลางตอนบนของอิสราเอล พร้อมครอบครัว ยังคงติดตามข่าวสารข้อมูลสถานการณ์สงครามในประเทศ อิสราเลยทางสื่อต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นห่วงว่า นายธีรศักดิ์ จะได้รับความปลอดภัยหรือไม่
น.ส.อมรรัตน์ฯ กล่าวว่า สามีไปทำงานที่ อิสราเอลได้ 1 ปี 1 เดือนแล้ว ก่อนเดินทางไป สามีบอกว่าอยากจะไปทำงานหาเงินมาปลดหนี้ค่าผ่อนรถกระบะ แล้วนำเงินที่เหลือมาสร้างบ้านใหม่ โดยไปทำงานอยู่ในไร่สตอเบอร์รี่ ในเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ภาคกลางตอนบนของ อิสราเอล
หลังจากเดินทางไป อิสราเอล ตนกับสามีก็มีการวิดีโอคอลติดต่อสื่อสารกันมาตลอด ซึ่งช่วงแรกสามีก็บอกว่าสถานการณ์ปกติดี ไม่มีการยิงกันแต่อย่างใด และเมื่อสามีเงินเดือนออก ก็มีการส่งเงินมาให้ครอบครัวใช้ทุกเดือนๆ ละ 20,000-30,000 บาท โดยตนได้นำเงินส่วนหนึ่งไปผ่อนรถกระบะ และส่วนหนึ่งก็ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว
ทั้งนี้สามีได้เงินเดือนประมาณ 50,000 บาท โดยมีสัญญาทำงานที่ อิสราเอล 5 ปี 3 เดือน หลังจากที่เกิดสงครามขึ้นมา รู้สึกเป็นห่วงสามีมาก เมื่อคืนก็วิดีโอถามสามีว่ากลัวหรือไม่ สามีก็บอกว่ากลัว เมื่อถามอีกว่าอยากจะกลับบ้านหรือไม่ สามีบอกว่าไม่อยากกลับตอนนี้ เพราะต้องการทำงานหาเงินส่งมาให้ครอบครัวได้อยู่สุขสบาย แต่โดยส่วนตัวแล้ว ตนอยากให้สามีกลับบ้าน เพราะดูจากข่าวแล้วสถานการณ์น่ากลัวมาก รู้สึกเป็นห่วงสามีมาก เพราะตอนนี้ก็มีลูกชายอยู่ 2 คน อายุ 3 ขวบ กับ 5 ขวบ เขายังไม่รู้อะไร เมื่อถามหาพ่อก็ได้แต่บอกว่าพ่อไปทำงาน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว
ตนจึงอยากให้สามีกลับมาบ้านก่อน ถ้าอยากไปทำงานต่างประเทศอีก ก็ให้ทำเรื่องสมัครไปทำงานที่ประเทศอื่นที่มีความปลอดภัยกว่านี้ เพราะตอนนี้ในเมืองที่สามีทำงานอยู่ ก็เริ่มมีเหตุการณ์ไม่ปกติบ้างแล้ว โดยมีเสียงสัญญาณไซเลนดังเตือนเป็นระยะๆ และที่สำคัญเพื่อนสนิทของสามี คือนายพงษธร ขุนอินทร์ อายุ 25 ปี ชาวบ้านหมู่ 5 ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ก็เป็น 1 ใน 11 คนไทย ที่ถูก กลุ่มฮามาสควบคุมตัวไปด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงทำให้รู้สึกเป็นห่วงกลัวสามีจะไม่ปลอดภัยด้วย แต่สามีก็ยังคงยืนยันว่าอยากจะอยู่ทำงานต่อ เพราะที่นั่นรายได้ดีกว่าทำงานในประเทศไทยมาก
Advertisement