
วันที่ 30 มี.ค. 69 ที่กรุงเตหะราน, อิหร่าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางพุ่งทะลุขีดจำกัด หลังกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์กร้าว เตรียมล้างแค้นเหตุการณ์ลอบสังหาร นายอาลี โมฮัมหมัด นาอีนี โฆษกระดับสูงของ IRGC ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา
แหล่งข่าวจากหน่วยความมั่นคงระบุว่า แถลงการณ์ล่าสุดของ IRGC มีความดุดันและเจาะจงมากกว่าครั้งใด โดยระบุชัดเจนว่า "ผู้บงการและผู้บัญชาการ" ของทั้งสองประเทศจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต โดยขอบเขตการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ฐานทัพ แต่รวมถึงที่พำนักและสถานพำนักของบุคคลสำคัญ
IRGC ส่งสัญญาณเชิงโฆษณาชวนเชื่อว่า "ไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย" สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการโจมตีอิหร่าน
ศูนย์บัญชาการหลัก ฐานทัพสหรัฐฯ กว่า 27 แห่งทั่วภูมิภาค รวมถึงศูนย์บัญชาการกองทัพอิสราเอล (HaKirya) ในกรุงเทลอาวีฟ ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายลำดับต้น
นอกจากเป้าหมายทางทหาร IRGC ยังได้ประกาศยกระดับ "เป้าหมายที่ชอบธรรม" ให้ครอบคลุมถึงสถาบันทางวิชาการและมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ และอิสราเอลในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สถาบันการศึกษาในอิหร่านถูกโจมตีทางอากาศไปก่อนหน้านี้
พร้อมกันนี้ ได้มีการส่งคำเตือนไปยังสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรว่า หากมีการแตะต้องแหล่งพลังงานของอิหร่าน จะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และโรงผลิตน้ำจืด ทั่วทั้งภูมิภาคทันที
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า ท่าทีของอิหร่านในครั้งนี้สะท้อนถึงความโกรธแค้นจากการสูญเสียผู้นำระดับสูงหลายรายในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งอิหร่านเชื่อว่าเป็นแผนการ "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" (Regime Change) โดยกำลังต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศที่พร้อมจะปะทุเป็นสงครามเต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์เตือนว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "สงครามจิตวิทยา" (Psychological Warfare) ที่มุ่งสร้างความหวาดกลัวและกดดันฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสถานการณ์มีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
Advertisement