Logo site Amarintv 34HD
Big Rewardslogo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"อ.ปณิธาน" ระบุ "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก

"อ.ปณิธาน" ระบุ "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก

31 ต.ค. 69
18:08 น.
แชร์

"อ.ปณิธาน" ระบุ "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก เผยภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นใน 3 ด้าน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

(31 ต.ค. 2569) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่หลายประเทศออกมาเตือนให้พลเมืองเตรียมพร้อมทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค โดยระบุว่า "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก

1. สัปดาห์นี้ สมาชิกของสหภาพยุโรป (EU)​ หลายประเทศ ได้เริ่มปรับมาตราการการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสาธารณะภัยตามมาตรฐานใหม่ของยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม (EU Preparedness Union Strategy) ของสหภาพฯ​ ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อปลายเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว

2. เหตุผลสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถรองรับภัยพิบัติในครั้งนี้​เพราะ​สถานการณ์โลกซับซ้อนขึ้น​ ภัยคุกคามเพิ่มขึ้น​ โดยเฉพาะ​ใน 3 ด้านคือ :

2.1) ภัยคุกคามจากสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะมาจากความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจและตัวแทน (proxy) รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสงครามนิวเคลียร์ เคมี ชีวะภาพ (CRBN threats) ในอนาคตถ้าสงครามบานปลายออกไป

2.2) ภัยคุกคามในระบบไซเบอร์ (cyber threats) ซึ่งเกิดมากขึ้นในปัจจุบัน​ ซึ่งในอนาคตอาจจะมาจากสงครามไซเบอร์โดยตรง​หรือจากภัยพิบัติใหญ่ๆ ทั้งจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์​ เช่น​ การก่อการร้ายหรืออาชญากรรม​ไซเบอร์ข้ามชาติ​ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างและระบบ​ online ต่างๆ ที่สำคัญ​ เช่น​ ทางด้านคมนาคมขนส่ง การเงินการธนาคาร การรักษาพยาบาล การผลิตพลังงาน อาหาร และอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาระบบ​ไซเบอร์และ​เครือข่าย internet ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ​ ซึ่งอาจจะเกิดความโกลาหล​ทั่วประเทศหรือทั่วโลกได้

2.3) ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ​ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ภัยแล้ง ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ ซึ่งมาจากสภาพแวดล้อมโลกที่แปรปรวนมากขึ้น

ที่สำคัญ​ ภัยคุกคามทั้ง​ 3 ด้านนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน​ เป็นภัยคุกคามแบบผสม​ (hybrid threats) หรือแบบที่เรียกกันว่า ​Polycrisis ได้ในอนาคต

3. การปรับมาตรฐานใหม่ของ EU ในครั้งนี้​ มุ่งเน้นปรับปรุงขีดความสามารถ​ในหลายด้าน​ เช่น​ ด้านการติดตามสถานการณ์และพยากรณ์ของรัฐ ด้านความรวดเร็วในการกู้ภัย และด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและระหว่างประเทศ​ เป็นต้น

แต่ที่น่าสนใจและกลายเป็นข่าวใหญ่​ คือ​ ด้านการยกระดับขีดความสามารถของประชาชนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในยามวิกฤต​ (resiliance) โดยกำหนดว่าให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงหรือประมาณ 3 วันเป็นอย่างต่ำ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ (หลายประเทศระบุให้ประชาชนอยู่ให้ได้ถึง 7-10​ วัน​ บางประเทศถึง 2 สัปดาห์​ ตามสภาพพื้นที่จริงของแต่ละประเทศ)

4. หลัง​ EU ประกาศยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมใหม่ดังกล่าว หลายประเทศก็ได้ปรับระบบของตนเองให้เหมาะสมและสอดคล้องกัน​ บางประเทศ​ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก​ของ​ EU เช่น​ อังกฤษ​ หรือในทวีปอื่นๆ​ เช่น​ ญี่ปุ่น​ ก็ได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมของตนควบคู่​กันไปด้วย​ รวมทั้งสหรัฐฯ ที่อยู่ในสภาวะสงคราม​ หรือญี่ปุ่นที่ประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง​ ก็ได้กำหนดให้มีหน่วยงานกลางแห่งชาติใหม่ในการบรรเทาภัยพิบัติ​ในต้นเดือนหน้า เป็นต้น

สำหรับไทย​ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ​ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารวิกฤตการณ์​ ที่ผ่านมาสมช.ได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ​ (C-MEX)​ ในรูปแบบต่างๆ​ เป็นระยะๆ​ ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์​ พ.ศ. 2567-2570 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซ้อมในรูปแบบการประสานงาน​ (Table-Top Exercise) ในส่วนบัญชาการเป็นหลักกับเครือข่าย​กู้ภัย​ต่างๆ (ประมาณ​ 40-50 หน่วยงาน) เช่น​ เมื่อวันที่​ 16-17 ก.ย.​ ที่ผ่านมา​ในกทม.​ หรือเฉพาะด้าน​หรือเฉพาะพื้นที่​ เช่น​ ด้านสาธารณสุข​ในวันที่​ 10 มิ.ย. ​หรือในพื้นที่เคยประสบอุทกภัยที่อำเภอ​หาดใหญ่​ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ​ปีนี้​ เป็นต้น​ แต่ก็ยังไม่ได้มีการปรับปรุงยกระดับหรือปรับเปลี่ยนมาตรฐาน​อย่างเช่นที่หลายประเทศกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

5. การปรับเปลี่ยนมาตรฐาน​การเตรียมความพร้อมใหม่เพื่อรับมือภัยพิบัติในหลายประเทศในครั้งนี้​​ สร้างความสนใจ​และตื่นตัวเป็นวงกว้าง​ ทั้งนี้​ เนื่องจากข่าวสารสากลปัจจุบัน​เชื่อมโยงกันเป็นระบบมากขึ้นและกระจายตัวถึงกันอย่างรวดเร็ว​ ประกอบกับประชาชนในหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่แปรปรวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว​ ในบางประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับการเตรียมความพร้อมดังกล่าวหรือไม่มีระบบการชี้แจงทำความเข้าใจอย่างดีเพียงพอ จึงเกิดความสับสน กังวล หรือตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม​ ทำให้หน่วยงานของรัฐต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนหรือต้องยืนยันว่าสถานการณ์ยังปกติอยู่อย่างที่เห็นเป็นข่าว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร เพราะประชาชนเข้าถึงข่าวสารที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางการ​ และเลือกที่จะเชื่อข่าวอื่นๆ​ แทน​ (ซึ่งหลายครั้งรวดเร็วหรือเป็นจริงหรือเข้าใจง่ายกว่า)

6. สรุป การยกระดับความพร้อมเพื่อรองรับภัยพิบัติที่จะเพิ่มขึ้น​ เป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำอย่างเหมาะสม​ หลายประเทศจึงได้เร่งทำกันอยู่ตามที่เห็นเป็นข่าว ซึ่งถือกันว่าเป็น "ความปกติ" ไปแล้วในความไม่ปกติของโลกปัจจุบัน หากประเทศใดปรับขีดความสามารถ​ในการรองรับภัยพิบัติได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนของประเทศนั้นๆ อยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นในสภาวะวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในอนาคต มาตรฐานใหม่ของสหภาพยุโรปและของอีกหลายประเทศ​ คงจะเป็นพื้นฐานหรือตัวชี้วัดสำคัญสำหรับประเทศที่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน​ ที่จะนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการเตรียมความพร้อมของตนให้ดีขึ้น​ เช่น ไทย ที่จะต้องปรับมาตรฐานต่างๆ ของตนในหลายๆ ด้านอยู่แล้วเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของ OECD

สิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัตินั้น​ หน่วยงานของรัฐและประชาชนจะต้อง​ "ตระหนัก" ต่อความเสี่ยงของภัยที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ควรตื่น​ "ตระหนก" อย่างที่ผู้นำไทยได้ระบุ​ แต่ประเด็นสำคัญ​คือจะทำอย่างไรให้ความตระหนักนั้น​ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม​ เช่น​การรับรู้ระดับของความเสี่ยงในภัยที่จะเกิดขึ้น​ (เช่น​การใช้ระดับสี​ -​ สีเขียว สีเหลือง​ สีแสด​ สีแดง​ เพื่อเตือนประชาชนให้เตรียมตัวอย่างเป็นระบบกว่าที่ผ่านมา)

สำหรับบางประเทศ​ที่ยังไม่มีแผนปรับปรุงความพร้อมอย่างจริงจังนั้น​ ก็คงมีเหตุผล​ของตนเอง​ เช่น​ มองว่าไม่จำเป็น​ หรือสถานการณ์​ยัง​ "ปกติ" อยู่ หรืออาจจะมองว่าจะเกิดความตื่นตระหนก​ หรือเป็นภาระเกินความจำเป็น แต่เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น​ ประชาชนในประเทศที่ไม่พร้อมเหล่านั้น​ จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างที่เราเห็นบ่อยครั้งในอดีตที่ผ่านมา

Advertisement

แชร์
"อ.ปณิธาน" ระบุ "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก