
(31 ต.ค. 2569) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่หลายประเทศออกมาเตือนให้พลเมืองเตรียมพร้อมทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค โดยระบุว่า "ความปกติ" ของประเทศในความไม่ปกติของสถานการณ์โลก
1. สัปดาห์นี้ สมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) หลายประเทศ ได้เริ่มปรับมาตราการการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสาธารณะภัยตามมาตรฐานใหม่ของยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม (EU Preparedness Union Strategy) ของสหภาพฯ ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อปลายเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว
2. เหตุผลสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถรองรับภัยพิบัติในครั้งนี้เพราะสถานการณ์โลกซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน 3 ด้านคือ :
2.1) ภัยคุกคามจากสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะมาจากความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจและตัวแทน (proxy) รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสงครามนิวเคลียร์ เคมี ชีวะภาพ (CRBN threats) ในอนาคตถ้าสงครามบานปลายออกไป
2.2) ภัยคุกคามในระบบไซเบอร์ (cyber threats) ซึ่งเกิดมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตอาจจะมาจากสงครามไซเบอร์โดยตรงหรือจากภัยพิบัติใหญ่ๆ ทั้งจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การก่อการร้ายหรืออาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างและระบบ online ต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ทางด้านคมนาคมขนส่ง การเงินการธนาคาร การรักษาพยาบาล การผลิตพลังงาน อาหาร และอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาระบบไซเบอร์และเครือข่าย internet ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาจจะเกิดความโกลาหลทั่วประเทศหรือทั่วโลกได้
2.3) ภัยพิบัติจากธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ภัยแล้ง ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ ซึ่งมาจากสภาพแวดล้อมโลกที่แปรปรวนมากขึ้น
ที่สำคัญ ภัยคุกคามทั้ง 3 ด้านนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เป็นภัยคุกคามแบบผสม (hybrid threats) หรือแบบที่เรียกกันว่า Polycrisis ได้ในอนาคต
3. การปรับมาตรฐานใหม่ของ EU ในครั้งนี้ มุ่งเน้นปรับปรุงขีดความสามารถในหลายด้าน เช่น ด้านการติดตามสถานการณ์และพยากรณ์ของรัฐ ด้านความรวดเร็วในการกู้ภัย และด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและระหว่างประเทศ เป็นต้น
แต่ที่น่าสนใจและกลายเป็นข่าวใหญ่ คือ ด้านการยกระดับขีดความสามารถของประชาชนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองในยามวิกฤต (resiliance) โดยกำหนดว่าให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมงหรือประมาณ 3 วันเป็นอย่างต่ำ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ (หลายประเทศระบุให้ประชาชนอยู่ให้ได้ถึง 7-10 วัน บางประเทศถึง 2 สัปดาห์ ตามสภาพพื้นที่จริงของแต่ละประเทศ)
4. หลัง EU ประกาศยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมใหม่ดังกล่าว หลายประเทศก็ได้ปรับระบบของตนเองให้เหมาะสมและสอดคล้องกัน บางประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ EU เช่น อังกฤษ หรือในทวีปอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ก็ได้ยกระดับการเตรียมความพร้อมของตนควบคู่กันไปด้วย รวมทั้งสหรัฐฯ ที่อยู่ในสภาวะสงคราม หรือญี่ปุ่นที่ประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ก็ได้กำหนดให้มีหน่วยงานกลางแห่งชาติใหม่ในการบรรเทาภัยพิบัติในต้นเดือนหน้า เป็นต้น
สำหรับไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารวิกฤตการณ์ ที่ผ่านมาสมช.ได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ (C-MEX) ในรูปแบบต่างๆ เป็นระยะๆ ตามแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ พ.ศ. 2567-2570 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซ้อมในรูปแบบการประสานงาน (Table-Top Exercise) ในส่วนบัญชาการเป็นหลักกับเครือข่ายกู้ภัยต่างๆ (ประมาณ 40-50 หน่วยงาน) เช่น เมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. ที่ผ่านมาในกทม. หรือเฉพาะด้านหรือเฉพาะพื้นที่ เช่น ด้านสาธารณสุขในวันที่ 10 มิ.ย. หรือในพื้นที่เคยประสบอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ปีนี้ เป็นต้น แต่ก็ยังไม่ได้มีการปรับปรุงยกระดับหรือปรับเปลี่ยนมาตรฐานอย่างเช่นที่หลายประเทศกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน
5. การปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเตรียมความพร้อมใหม่เพื่อรับมือภัยพิบัติในหลายประเทศในครั้งนี้ สร้างความสนใจและตื่นตัวเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ เนื่องจากข่าวสารสากลปัจจุบันเชื่อมโยงกันเป็นระบบมากขึ้นและกระจายตัวถึงกันอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประชาชนในหลายประเทศมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่แปรปรวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในบางประเทศที่ไม่คุ้นเคยกับการเตรียมความพร้อมดังกล่าวหรือไม่มีระบบการชี้แจงทำความเข้าใจอย่างดีเพียงพอ จึงเกิดความสับสน กังวล หรือตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม ทำให้หน่วยงานของรัฐต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนหรือต้องยืนยันว่าสถานการณ์ยังปกติอยู่อย่างที่เห็นเป็นข่าว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร เพราะประชาชนเข้าถึงข่าวสารที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางการ และเลือกที่จะเชื่อข่าวอื่นๆ แทน (ซึ่งหลายครั้งรวดเร็วหรือเป็นจริงหรือเข้าใจง่ายกว่า)
6. สรุป การยกระดับความพร้อมเพื่อรองรับภัยพิบัติที่จะเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่จำเป็นและต้องทำอย่างเหมาะสม หลายประเทศจึงได้เร่งทำกันอยู่ตามที่เห็นเป็นข่าว ซึ่งถือกันว่าเป็น "ความปกติ" ไปแล้วในความไม่ปกติของโลกปัจจุบัน หากประเทศใดปรับขีดความสามารถในการรองรับภัยพิบัติได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนของประเทศนั้นๆ อยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นในสภาวะวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในอนาคต มาตรฐานใหม่ของสหภาพยุโรปและของอีกหลายประเทศ คงจะเป็นพื้นฐานหรือตัวชี้วัดสำคัญสำหรับประเทศที่ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยน ที่จะนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการเตรียมความพร้อมของตนให้ดีขึ้น เช่น ไทย ที่จะต้องปรับมาตรฐานต่างๆ ของตนในหลายๆ ด้านอยู่แล้วเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของ OECD
สิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัตินั้น หน่วยงานของรัฐและประชาชนจะต้อง "ตระหนัก" ต่อความเสี่ยงของภัยที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ควรตื่น "ตระหนก" อย่างที่ผู้นำไทยได้ระบุ แต่ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ความตระหนักนั้น เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่นการรับรู้ระดับของความเสี่ยงในภัยที่จะเกิดขึ้น (เช่นการใช้ระดับสี - สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง เพื่อเตือนประชาชนให้เตรียมตัวอย่างเป็นระบบกว่าที่ผ่านมา)
สำหรับบางประเทศที่ยังไม่มีแผนปรับปรุงความพร้อมอย่างจริงจังนั้น ก็คงมีเหตุผลของตนเอง เช่น มองว่าไม่จำเป็น หรือสถานการณ์ยัง "ปกติ" อยู่ หรืออาจจะมองว่าจะเกิดความตื่นตระหนก หรือเป็นภาระเกินความจำเป็น แต่เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ประชาชนในประเทศที่ไม่พร้อมเหล่านั้น จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างที่เราเห็นบ่อยครั้งในอดีตที่ผ่านมา
Advertisement