
วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย แถลงข่าวครั้งแรกถึงเบื้องหลังและเหตุผลของปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ปฏิบัติการร่วมกันโจมตีอิหร่าน เนื่องจากเชื่อว่ามีความจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่านในครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลใน 3 มิติ ได้แก่ นิวเคลียร์ขีปนาวุธพิสัยไกล และเครือข่ายก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และจำเป็นต้องยุติภัยคุกคามนี้อย่างถาวร เพราะความขัดแย้งดังกล่าวเริ่มต้นขึ้น เมื่อ 47 ปีที่แล้ว หลังจากอิหร่านมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากการปฏิวัติอิสลาม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอิสราเอลและอิหร่านเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน
"เราไม่เคยมีปัญหากับอิหร่านแต่มีปัญหากับการปกครอง ภายใต้การนำของปัจจุบัน เป็นภัยคุกคามจากระบอบปกครองที่มีต่ออิสราเอล นี่ไม่ใช่เป็นอุดมการณ์หรือแนวคิด ที่เราเห็นจาก 2 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่
7 กุมภาพันธ์ 2023 เราเห็นว่านี่คือมีความตั้งใจของอิหร่านที่จะทำลายล้างอิสราเอลให้ได้ เราคาดการณ์ว่า อิหร่านมาถึงจุดที่อ่อนแอในหลายมิติ ทั้งตัวแทนที่อ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นฮามาส และฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน"
นางอโลนา กล่าวว่า แผนการดังกล่าวยังรวมถึงการใช้ “กลุ่มตัวแทน” (proxy) เนื่องจากอิหร่านไม่ได้มีพรมแดนติดกับอิสราเอล จึงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น
• ฮามาส จากทางตอนใต้
• ฮิซบอลเลาะห์ จากเลบานอนทางตอนเหนือ
ซึ่งทั้งหมดถือเป็นตัวแทนของอิหร่าน โดยอิหร่านทราบดีว่า หากฮามาสโจมตีอิสราเอล อิสราเอลจะตอบโต้เพื่อปกป้องพลเมืองของตน
พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลให้อิหร่าน อ่อนแอลงและสูญเสียความชอบธรรม โดยอ้างถึงการปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 35,000 คน ส่งผลให้หลายประเทศมองว่าระบอบการปกครองของอิหร่านกำลังสูญเสียความชอบธรรม
นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการโจมตีเมื่อ เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ดำเนินการ ซึ่งช่วยควบคุมสถานการณ์โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ให้ขยายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการประเมินว่า อิหร่านได้เพิ่มศักยภาพทางการทหารอย่างมาก ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ใต้ดิน และการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ทั้งจรวดพิสัยไกล และขีปนาวุธข้ามทวีป
ซึ่งทำให้อิสราเอลมีโอกาสโจมตีเชิงป้องกันได้น้อยลง หากต้องการกำจัดภัยคุกคามดังกล่าว
นางอโลนายังกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ ประเทศซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและการจัดหาสินค้าจำเป็นให้ประชาชน กลับนำทรัพยากรจำนวนมากไปใช้ในการสนับสนุนอาวุธและกลุ่มตัวแทนเพื่อต่อต้านอิสราเอล
เธอกล่าวว่า อิสราเอลเข้าใจว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะใช้ทุกช่องทางในการโจมตีอิสราเอล ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินปฏิบัติการอย่างรวดเร็วร่วมกับสหรัฐอเมริกา
“เราไม่ทราบว่าสงครามครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แต่เราหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน เพราะเราเชื่อว่าระบอบปัจจุบันต้องการทำลายอิสราเอล อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องของประชาชนอิหร่านที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง”
เธอยังกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า การแต่งตั้ง มอจตาบา คาเมาเนอี บุตรชายของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำที่ล่วงลับ เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เป็นสัญญาณว่าอิหร่านยังคงเดินหน้าตามแนวทางเดิมในการต่อต้านอิสราเอล และสะท้อนว่าทิศทางของระบอบการปกครองจะไม่เปลี่ยนแปลง
"การปฏิบัติร่วมครั้งนี้ ชัดเจนมากเป็นการปฏิบัติต่ออิหร่าน มุ่งเป้าไปที่ระบอบปกครอง ไม่ใช่คนอิหร่าน แต่กลับกันเราเห็นว่าอิหร่าน ขยายความรุนแรงเป็นระดับภูมิภาค โดยการโจมตี 12 ประเทศ เป็นอย่างน้อยนี่ไม่ใช่เป็นการตอบโต้อิสราเอลหรือสหรัฐฯ แต่การที่อิหร่านเลือกโจมตีเป้าหมายเศรษฐกิจและประเทศโดยรอบ สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะคุกคามภูมิภาค เราจึงไม่อยากเห็นสงครามที่โจมตีอย่างไม่มีเหตุผล เพราะระบอบปกครองของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าว่าอิหร่าน ไม่ใช่ภัยคุกคามต่ออิสราเอล แต่ต่อภูมิภาค ฉันอยากจะเตือนว่า เขาจะโจมตีตุรกีและไซปรัส อิหร่านมีศักยภาพต่อยุโรปด้วย"
นางอโลรา กล่าวย้ำว่า อิหร่านจึงเป็นภัยคุกคามไม่ใช่แค่อิสราเอล และอิสราเอลไม่ได้มีปัญหากับรัฐอิหร่าน แต่มีปัญหากับระบอบการปกครอง และระบอบที่ทำลายอิสราเอล และการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะหมายถึงการโจมตียุโรปด้วยนั้น
"เมื่อพูดถึงตัวแทนของระบอบการปกครองอิหร่าน คือ ฮิสบุลเลาะห์ ซึ่งทำให้เราต้องจัดการ และมีการตอบโต้กันในประเทศเลบานอน ที่มีการโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้พูดถึงการตอบโต้ แต่เป็นภัยคุกคาม"
เอกอัครราชทูตอิสราเอล กล่าวย้ำว่า สิ่งที่อิสราเอล ทำอยู่เป็นการป้องกันพลเรือน ด้วยการโจมตีไปที่ฮิสบุลเลาะห์ อย่างที่คุณเห็นเรามีภัยคุกคามที่อยู่บนพื้นฐานที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็น ขีปนาวุธวิสัยไกล ตัวแทน และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ รวมถึงภัยคุกคามที่กระทบไปทั่วโลก
-สงครามนี้เป็นช่องทางสู่สันติภาพ ไม่ใช่สงครามที่ไม่มีวันจบ
นางอโลรา กล่าวย้ำว่า เราเห็นปฏิบัติการครั้งนี้ จะไปแค่ไหน เราบอกได้เพียงว่า มันยาวนานจนกว่าจะทำการจำกัดภัยคุกคามของอิหร่าน ซึ่งเราไม่สามารถตอบได้ แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นช่องทางเปิดฉากสู่สันติภาพ ไม่ใช่สงครามที่ไม่มีวันจบ แต่เป็นโอกาสกำจัดภัยคุกคามของอิสราเอล และเป็นภัยคุกคามของภูมิภาค ทำให้ตะวันออกกลางปลอดภัย โลกปลอดภัยมากขึ้น
"เรารู้ว่าเรารับความเสี่ยง เราเสี่ยงมากในการปฏิบัติการครั้งนี้ แต่เชื่อว่า ภายในเงื่อนไขทั้งหมด การไม่ทำอะไรจะทำให้เกิดอันตรายมากกว่า นี่เป็นพื้นฐานเบื้องหลังในการโจมตีครั้งนี้"
สำหรับคนไทยในตะวันออกกลาง ที่สื่อสาธารณะ รัฐบาลหรือญาติที่ทำงานในอิสราเอล นางอโลรา กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลอิสราเอลตั้งมั่นจะปกป้องผู้คนในอิสราเอล ที่หมายความถึงชาวต่างชาติและคนไทย อย่างคนไทยไม่ตำกว่า 50,000 คน พวกเขาจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลอิสราเอล เหมือนคนอิสราเอลได้รับ ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือน มีบังเกอร์ที่พักพิงไปหลบภัย และระบบการป้องกันอาวุธที่ถูกโจมตี โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมือง ซึ่งชาวต่างชาติต้องได้รับความคุ้มครองที่ดีเช่นกัน คนที่อยู่ในอิสราเอลอาจมีประสบปการณ์ไม่เหมือนกัน เราพยายามให้ข้อมูล แะข้อความอธิบายแบบวีดีโอ การชี้ว่าหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยอยู่ที่ไหน มีสายด่วนเป็นภาษาไทย ที่สามารถถามข้อมูลได้ และทำงานประสานงานกับสถานทูตไทยในเทลอาวีฟ ตลอดเวลา ถึงมาตรการที่จะคุ้มครองคนที่อยู่ในอิสราเอ
Advertisement