
วันที่ 31 ต.ค. 69 นางชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง หรือ "นายแม่ปุ๊กกี้" ที่ปรึกษามูลนิธิรณณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้สัมภาษณ์หลัง “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยระบุว่า มูลนิธิจัดตั้งโดยไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก โดยการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งในคดีปลอมแปลงเอกสารที่ใช้ในการจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยศาลแขวงนนทบุรีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา และต้นอ้อได้ให้การรับสารภาพในคดีปลอมแปลงเอกสารและลายมือชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งมูลนิธิ ถือเป็นสารเริ่มต้นของในเรื่องการดำเนินงานมูลนิธิ และยังมีการปลอมแปลงเอกสารเปิดบัญชีรับเงินบริจาคกับธนาคารกสิกรไทย นั่นหมายความว่าเงินที่ประชาชนบริจาคผ่านธนาคารเข้าไปยังมูลนิธิเป็นหนึ่งไม่ถูกต้อง
นายแม่ปุ๊กกี้ ได้ไล่เรียงการจัดตั้งมูลนิธิ โดยตนเองเป็นผู้เริ่มจัดตั้งมูลนิธิ มีการขอเงินจำนวน 100,000 บาท จากผู้มีพระคุณรายหนึ่ง เพื่อนำมาใช้เป็นเงินเริ่มต้นในการจัดตั้งมูลนิธิ ก่อนที่เจ้าของเงินจะมอบอำนาจให้ตนดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง เนื่องจากเห็นว่าการจัดตั้งมูลนิธิไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยระบุว่า คดีดังกล่าวอยู่ในชั้นอัยการ และพนักงานสอบสวนได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากฝ่ายปกครองจังหวัดนนทบุรีแล้ว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีทนายเก่ง ซึ่งบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท ให้กับมูลนิธิ ก่อนมีการมอบอำนาจให้บุคคลที่ไว้ใจเข้าแจ้งความในประเด็นฉ้อโกงประชาชนเกี่ยวกับเงินบริจาค โดยผู้ร้องได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบางบัวทอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของลายมือชื่อในเอกสารจัดตั้งมูลนิธิ ยังได้แจ้งความกรณีถูกนำชื่อและเอกสารไปใช้ประกอบการเปิดบัญชีธนาคารของมูลนิธิ โดยแม่ปุ๊กกี้ระบุว่า ผู้เสียหายให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรีแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนเรียกต้นอ้อมารับทราบข้อกล่าวหา
อีกคดีหนึ่งเป็นกรณีแจ้งความเท็จ ซึ่งมีการแจ้งความดำเนินคดีจากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการโต้แย้งเรื่องปลอมแปลงเอกสาร โดยแม่ปุ๊กกี้ระบุว่า ผู้ร้องให้ปากคำเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกหมายเรียก
ส่วนคดีซื้อขายวุฒิการศึกษาที่เคยเป็นข่าวเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน นายแม่ปุ๊กกี้ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมายืนอยู่ข้างฝั่งที่ถูกต้อง ตนเองเป็นคนตรงที่อยากกระชากหน้ากากคนดี ซึ่งเรื่องทางคดีก็มีการดำเนินการมาเรื่อยๆ พร้อมระบุว่าอีกฝ่ายได้ฉ้อโกงในเรื่องของการซื้อขายวุฒิการศึกษา ขณะนี้คดียังอยู่ในความรับผิดชอบของอัยการจังหวัดสกลนคร และอยู่ระหว่างตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2 คน ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป โดยในคดีดังกล่าวมีบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การรับสารภาพถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินการแล้ว รวมถึงมีหลักฐานการโอนเงินจำนวน 49,500 บาท กลับไปยังต้นอ้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ร้องนำมาใช้ประกอบข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายวุฒิการศึกษา อีกทั้งระบุว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องถูกให้ออกจากงานแล้ว อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ระหว่างกระบวนการของอัยการ
แม่ปุ๊กกี้ ยังกล่าวถึงคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับต้นอ้อ โดยอ้างว่ามีทั้งคดีของทนายธรรมราช ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษเป็นเวลา 24 เดือน คดีหมิ่นประมาทในกลุ่มไลน์ที่ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาให้จำคุกแต่รอการลงโทษ และคดีแจ้งความเท็จที่ศาลแขวงดอนเมืองมีคำพิพากษาจำคุก 6 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการอุทธรณ์
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคและการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นหนึ่ง แม่ปุ๊กกี้ ระบุว่า การตรวจสอบรายละเอียดเส้นทางการเงินไม่ใช่หน้าที่หลักของตน แต่เป็นส่วนที่คุณออยศรีและทีมงานเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งการตรวจสอบเงินบริจาค การจัดตั้งมูลนิธิ การใช้เงินตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนเอกสารบัญชีธนาคารและข้อมูลภาษี
โดยอ้างว่า มีการขอข้อมูลรายการเดินบัญชีธนาคาร หรือสเตทเมนต์ ผ่านกระบวนการตามกฎหมายและอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การขอข้อมูลกันเอง พร้อมตั้งคำถามว่าธนาคารกสิกรไทยได้รับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเอกสารที่ใช้เปิดบัญชีมูลนิธิแล้วหรือไม่ รวมถึงประชาชนผู้บริจาคทราบถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิหรือไม่
“ประชาชนส่วนใหญ่ที่เขาได้บริจาคมา เขารู้หรือเปล่าว่าเขาบริจาคให้มูลนิธิเถื่อน เขารู้หรือเปล่าว่าบัญชีนี้เป็นบัญชีเถื่อน”
ส่วนกรณีต้นอ้อชี้แจงว่ามูลนิธิจดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม่ปุ๊กกี้ เห็นว่า แม้จะมีการจดทะเบียน แต่หากเอกสารหรือลายมือชื่อที่ใช้ประกอบการจดทะเบียนไม่ถูกต้อง ก็จำเป็นต้องตรวจสอบผลทางกฎหมายต่อสถานะและการดำเนินงานของมูลนิธิ พร้อมอ้างว่าคำพิพากษาในคดีปลอมแปลงเอกสารเป็นหลักฐานสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องนำไปพิจารณา
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการที่มูลนิธิยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในปัจจุบันถือเป็นความผิดหรือไม่ แม่ปุ๊กกี้ ยอมรับว่า การวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่เป็นอำนาจของศาล แต่เห็นว่าการดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิที่มีข้อพิพาทเรื่องเอกสารจัดตั้งควรได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจน
สำหรับกรณีต้นอ้อชี้แจงว่าปัจจุบันไม่ได้เปิดรับบริจาคและใช้เงินส่วนตัวดำเนินกิจกรรม แม่ปุ๊กกี้ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวยังต้องตรวจสอบ พร้อมระบุว่ากรมการปกครองกำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพและรายได้ที่ใช้ประกอบการจัดตั้งมูลนิธิ ว่าตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่
ส่วนข้อครหาว่ามูลนิธิเป็นหนึ่งมีลักษณะเป็นมูลนิธิครอบครัว เนื่องจากมีบุคคลในครอบครัวเข้ามาทำหน้าที่บริหาร แม่ปุ๊กกี้ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ติดใจว่าคนในครอบครัวจะเข้ามาดำเนินงานร่วมกัน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการบริหารเงินบริจาค โดยเฉพาะกรณีที่มีการจ่ายเงินเดือนให้บุคคลในครอบครัว ขณะที่มูลนิธิระบุว่าดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
แม่ปุ๊กกี้ มองว่า ประชาชนที่บริจาคเงินมีมุมมองแตกต่างกัน บางคนอาจไม่ติดใจว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร แต่บางคนต้องการทราบความชัดเจน เพราะเป็นเงินที่บริจาคด้วยความศรัทธา แม้จะเป็นเงินจำนวนเพียง 100 บาท ก็มีความสำคัญสำหรับผู้บริจาคบางราย
ส่วนกรณีมีการกล่าวถึงเงินหมุนเวียนของมูลนิธิในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นหลักล้านบาท แม่ปุ๊กกี้ กล่าวว่า รายละเอียดการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทั้งรายการโอนเข้าและโอนออก ข้อมูลบัญชี และภาษี อยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มผู้ร้องเรียนอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวข้อง และคาดว่าคุณออยศรีจะออกมาแถลงรายละเอียดเรื่องเงินบริจาคในภายหลัง
นายแม่ปุ๊กกี้ ยังเปิดเผยว่า ตนเองถูกต้นอ้อแจ้งความดำเนินคดีรวม 51 กรรม แต่ยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และพร้อมดำเนินคดีกลับหากเห็นว่าถูกฟ้องร้องโดยไม่ชอบ พร้อมย้ำว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ต้องการพูดถึงความขัดแย้งส่วนตัว แต่ต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิ พร้อมย้ำว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการพูดถึงเรื่องส่วนตัวหรือความขัดแย้งในอดีต แต่ต้องการให้ประชาชนรับทราบความคืบหน้าของคดี โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิและเงินบริจาค ซึ่งเห็นว่าเป็นประเด็นประโยชน์สาธารณะ เพราะฉะนั้นอีกฝ่ายจะบอกว่าตัวเองเป็นนางฟ้า เป็นผู้บริสุทธิ์ ดิฉันขอเป็นซาตานที่กระชากหน้ากากคนดีแล้วกัน
ทั้งนี้ แม่ปุ๊กกี้ ยืนยันว่า กลุ่มผู้ร้องเรียนซึ่งประกอบด้วยผู้เสียหายและบุคคลที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานฝ่ายปกครองแล้ว และปัจจุบันยังมีการประสานงานกับหน่วยงานในจังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและการตรวจสอบมูลนิธิ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวผ่านมาประมาณ 2 ปีแล้ว และยังมีประชาชนที่อาจไม่ทราบถึงข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับมูลนิธิ พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจยังมีเงินบริจาคเข้ามา แม้จะยังไม่มีข้อมูลยืนยันในประเด็นนี้
ช่วงท้าย นายแม่ปุ๊กกี้ ย้ำว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อโจมตีเรื่องส่วนตัวของต้นอ้อ แต่เป็นการติดตามคดีที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องการซื้อขายวุฒิการศึกษา การปลอมแปลงเอกสาร และความถูกต้องของการจัดตั้งมูลนิธิ โดยเห็นว่าประชาชนมีสิทธิรับทราบข้อมูล โดยเฉพาะผู้ที่เคยบริจาคเงินให้มูลนิธิ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป และคาดว่าจะมีการแถลงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและเงินบริจาคของมูลนิธิจากผู้ร้องเรียนที่รับผิดชอบประเด็นดังกล่าวโดยตรง
Advertisement