
วันที่ 28 ต.ค. 69 นาย เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงข่าวมาตรการโชล่าร์ภาคประชาชน เป็นโครงการหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมามีวิกฤตพลังงานของโลกเกิดขึ้น และไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน โดยนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วนโยบายแรก คือการลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก 3 บาท และนำค่าไฟสาธารณะที่เคยซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟออก ตั้งแต่เดือนกันยายน จะเห็นได้ว่า ค่าไฟของประชาชนลดลง
พร้อมกันนี้ ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ครม. ได้มีมติโครงการไดเรก พีทีเอ มีมติครม.เพื่อให้เกิดการขายไฟโดยตรงให้กับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ หรือว่า นิคมอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและให้ประชาชนติดโซลาร์รูฟท็อปเพื่อที่จะทำให้หลังคาบ้านเรือนของประชาชนผลิตไฟฟ้า ทำให้ประหยัดไฟ และค่าไฟส่วนเกินที่เหลือสามารถขายไฟให้การไฟฟ้ารับซื้อคืนได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการของรัฐที่ดี สามารถลดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ได้เห็นแก่ทุนใหญ่ รวมถึงการแก้ไขสัญญาแอดเดอร์ไฟฟ้า ที่เคยมีการต่อสัญญาอัตโนมัติ ก็ได้ดำเนินการเพื่อให้การต่อสัญญาเป็นไปตามมาตรฐานต้องมีการอนุมัติสัญญาเป็นครั้งไปๆ ตรงนี้เป็นที่มาโครงการต่างๆ และเป็นผลดีที่ประชาชนจะได้รับ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำไป กลายเป็นว่าเมื่อวานที่มีการเปิดตัวโครงการโซลาร์รูฟท็อป ที่ให้ประชาชนลงทะเบียนมีการตื่นตัวลงทะเบียนกันจำนวนมาก แต่ก็มีการให้ข้อมูลที่อาจจะไม่ครบถ้วนหรือเป็นข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลและเกิดความกังวลทำให้โครงการทีดี ที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องสะดุดเพาะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่เอามากล่าวหาโครงการดีๆแบบนี้
เพื่อไม่ให้เรื่องที่เอามาพูดคุยกันเป็นการกล่าวหาได้รับการแก้ไขหรือชี้แจงโดยเร็ว วันนี้จึงได้เชิญผู้รับผิดชอบโครงการ มาให้ข้อมูลอย่างละเอียด ในข้อสงสัยที่มีการตั้งคำถาม ข้อมูลที่อาจจะบิดเบือนหรือผิดพลาดไป
ด้านนายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการโซลาร์รูฟท็อป ททางรัฐบาลได้เปิดตัวไปมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนได้มีสิทธิและโอกาส ได้ใช้หลังคาบ้านหรือพื้นที่ในครัวเรือนสามารถเป็นพื้นที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ และต้องยอมรับว่าขณะนี้ ค่าพลังงานต่างๆมีมูลค่าที่สูงขึ้นและรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ว่าต้นทุนจากแหล่งพลังงานจะสูงขึ้นไปถึงเมื่อไหร่ ซึ่งสถานการณ์ในต่างประเทศและผู้นำในแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร ดังนั้นรัฐบาลก็ใส่ใจในเรื่องนี้และอยากจะช่วยเหลือประชาชน โดยให้โอกาสประชาชนสามารถเป็นผู้ประกอบการและติดตั้งผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง
นโยบายนี้รัฐบาลจะสนับสนุนจาก พ.ร.บ.เงินกู้ หลังคาเรือนละ 50,000 บาท ซึ่งการติดตั้งอยู่ที่ 5 กิโลวัตต์และไม่ให้สูงกว่า 10 กิโลวัตต์ โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟฟ้า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 500 ถึง 700 ยูนิต ซึ่งรัฐบาลจึงอยากสนับสนุนและเชิญชวนประชาชนให้ติดตั้ง โดยเฉพาะประชาชนที่มีค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนที่สูงอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นหากประชาชนใช้ไฟฟ้าอยู่ที่เดือนละ 5,000 บาท หากติดแผงโซล่าเซลล์ 5 กิโลวัตต์ก็จะสามารถประหยัดไปได้ 2,000 บาทต่อ 1 รอบบิลนี่คือสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง และการแผงโซล่าเซลล์ก็มีอายุการใช้งาน 20 - 25 ปี
สำหรับประชาชนที่ไม่ได้ใช้ไฟเยอะแล้วอยากจะเข้าร่วมโครงการนี้ก็สามารถขายไฟที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ให้กับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการไฟฟ้านครหลวงได้ในอัตราลพ 2.20 บาท ต่อยูนิต ส่วนประชาชนที่ไม่มีกำลังและอยากจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็มี 3 ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการนี้ คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ที่พร้อมจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับประชาชน ในระยะเวลา 7 ปี หรือหากมีปริมาณไฟฟ้าที่ขายคืนให้กับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคทางการไฟฟ้าก็จะนำรายได้จำนวนนั้นไปส่งให้กับธนาคารเพื่อจะช่วยประชาชนในการผ่อนชำระให้กับธนาคาร
ส่วนกรณีที่มีกระแสตามโซเชียลมีเดียว่าการจัดทำโครงการนี้มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนใหญ่หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า การเอื้อให้กับเอกชนนั้นไม่มีจริง เพราะโครงการนี้ประชาชนจะต้องเลือกผู้รับเหมาของตัวเองที่อยากได้รับการบริการ เพราะฉะนั้นผู้รับเหมาต่างๆที่มีความประสงค์ที่จะมาให้บริการประชาชน จะต้องอยู่ในการตรวจสอบมาตรฐานต่างๆภายใต้การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง จะมีการตรวจสอบสถานะทางการเงิน วิศวกรประจำบริษัท หรือผลงานในอดีตในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งการไฟฟ้าก็จะประเมินผู้รับเหมาว่ามีความสามารถในการให้บริการกับประชาชนจำนวนเท่าใด
ส่วนเรื่องการวางแบงค์การันตี 50,000 บาทนั้น หลังจากที่การวางแบงค์การันตีแล้ว และหลังจากมีการให้บริการประชาชน ก็จะมีการแจ้งมายังการไฟฟ้าและทางการไฟฟ้าก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปดู เรื่องการติดตั้งและจะมีการเปลี่ยนมิเตอร์เป็น smart meter ซึ่งเมื่อมีเดินไฟ รับไฟได้แล้วเงิน 50,000 บาทเราก็จะคืนให้กับผู้ให้บริการ ซึ่งการที่ต้องวางแบงค์การันตีเพราะหากเอกชนรายใดไปให้บริการประชาชนหรือมีการโฆษณาแล้วประชาชนเลือกใช้บริการกับบริษัทนั้น และกู้เงินจากธนาคาร แต่หากผู้ให้บริการไม่สามารถมาให้บริการกับประชาชนได้ก็จะมีแบงค์การันตีตัวนี้ที่จะนำกลับมาดูแลประชาชน ซึ่งเราต้องการจะดูแลประชาชนในทุกมิติ ดังนั้นผู้ที่มาติดตั้งจะต้องมีประกันให้กับประชาชนในการดูแลแผง การทำความสะอาดแผง และตรวจความเชื่อมโยงของอุปกรณ์ต่างๆ เป็นเวลา 7 ปี
โดยนายพลพีร์ ยืนยันว่า โครงการนี้เป็นโครงการทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องการให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดต้องการให้ประชาชนมีความสามารถที่จะเป็นเจ้าของโรงงานเล็กๆในการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง และอยากให้ประชาชนได้มีอีกหนึ่งหนทางที่จะสามารถเพิ่มรายได้ในกระเป๋าได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้อยากจะให้มองย้อนกลับไปในอดีตว่าไม่มีรัฐบาลใดที่ทำโครงการเช่นนี้เพื่อประชาชน รัฐบาลที่ผ่านๆมาหรือในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นโครงการโซล่าเซลล์ เอกชนก็ได้ค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม แต่วันนี้เราต้องการทลายตัวนั้นและคืนผลประโยชน์ให้กับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการช่วยรัฐบาลในการลดต้นทุนที่จะนำแก๊สหรือเชื้อเพลิงต่างๆเข้ามาผลิตไฟฟ้าในประเทศ วันนี้รัฐบาลต้องการให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ถูกที่สุด ซึ่งวันนี้รัฐบาลเห็นว่าการช่วยเหลือที่ผ่านมายังไม่เพียงพอกับประชาชน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่ยื่น พ.ร.บ. เงินกู้ 200,000 ล้านเพื่อมาทำโครงการนี้
ล่าสุดมีประชาชนลงทะเบียนกับ กฟภ. ประมาณ 44,400 ราย และ กฟน. ประมาณ 12,000 ราย รวมกว่า 56,000 ราย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ หรือใช้บัตรประชาชนติดต่อสำนักงานการไฟฟ้าใกล้บ้านได้
ด้านแหล่งเงินทุน ธอส. ออมสิน และ ธ.ก.ส. เข้าร่วมจัดสินเชื่อสำหรับประชาชนที่ไม่มีเงินก้อน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.5% คงที่ 7 ปี และไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยสามารถนำรายได้จากการขายไฟมาชำระค่างวดได้
ด้านนายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟน. มีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน Vendor List ประมาณ 1,000 ราย และยังเปิดรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อและเลือกผู้ติดตั้งได้เองผ่านระบบของการไฟฟ้า
ขณะที่นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า กฟภ. มีผู้ขึ้นทะเบียนเกือบ 1,000 รายเช่นกัน และยังเปิดให้ขึ้นทะเบียนในระดับจังหวัด ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ โดยใช้เกณฑ์ด้านความรู้ ประสบการณ์ วิศวกร และความพร้อมในการให้บริการเป็นหลัก
Advertisement