
วันที่ 26 มิ.ย. ที่ห้อง Ballroom Hall 1 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีช่วยหาเสียงให้กับ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” และ “การเปลี่ยนคนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง”
ดร.การดี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของนายอนุชาคือการสร้างความโปร่งใสในการบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการนำ “แอปส่องรัฐ” มาใช้เป็นเครื่องมือเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มรูปแบบ
ดร.การดี ยกตัวอย่างปัญหาการซ่อมถนนในกรุงเทพมหานครที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยมาโดยตลอดว่า เหตุใดถนนหลายสายจึงยังไม่ได้มาตรฐาน ทั้งที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยเมื่อใช้แอปส่องรัฐตรวจสอบ พบว่ามีการแบ่งโครงการออกเป็นหลายส่วนให้มีวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งแม้จะเป็นการดำเนินการตามระเบียบและไม่ผิดกฎหมาย แต่ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ
“แอปส่องรัฐจะช่วยให้ทุกขั้นตอนของการบริหารงานสามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันการทุจริตเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งอาจไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ประชาชนไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของการใช้งบประมาณได้” ดร.การดี กล่าว
ทั้งนี้ แอปส่องรัฐได้พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้วและพร้อมใช้งานทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจำนวนมาก แต่จะช่วยยกระดับความโปร่งใสในการบริหารงานของกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.การดี ยังกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนว่า กรุงเทพมหานครควรเป็นเมืองแห่งโอกาสและเมืองแห่งเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การสาธารณสุข หรือบริการสาธารณะต่าง ๆ โดยเฉพาะการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ ลดเวลาในการเดินทางและการรอคิวในโรงพยาบาล
“นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอนุชาสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง” ดร.การดี กล่าว
ดร.การดี กล่าวว่า ตนรู้จักนายอนุชามาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทำงานการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ และเห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานมาโดยตลอด แม้จะเป็นคนสุขุมและนุ่มนวล แต่เป็นคนที่มีความตั้งใจจริงและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนต่ออนาคตของกรุงเทพมหานคร
“เราไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ต้องเลือกคนที่สามารถประสานงานกับทุกฝ่ายได้ดีที่สุด นายอนุชาไม่ได้มองกรุงเทพฯ เพียงในมิติของถนน อาคาร หรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังมองถึงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คุณแม่ เด็ก ๆ และประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ทั้งปัญหาในปัจจุบันและอนาคต” ดร.การดี กล่าว
เมื่อถูกถามว่า หากกรุงเทพมหานครมีผู้ว่าฯ ชื่อ “เจมส์ อนุชา” จะเป็นอย่างไร ดร.การดี กล่าวว่า กรุงเทพฯ จะเป็น “เมืองฟ้าอมร And More” หรือ “เป็นได้มากกว่านี้” เพราะนายอนุชาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มองกรุงเทพมหานครในฐานะมหานครระดับโลก ไม่ใช่เพียงเมืองหลวงของประเทศไทย
ดร.การดี กล่าวว่า แนวคิดของนายอนุชาคือการทำให้กรุงเทพมหานครเป็น “Mini Thailand” ที่สามารถเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาสู่เมืองหลวงของไทย เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับประชาชน
“นี่คือวิธีคิดของผู้บริหารระดับโลกที่มองไกลกว่าแค่การจัดระเบียบเมือง แต่มองถึงการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ” ดร.การดี กล่าว
พร้อมระบุว่า อีก 6 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะมีอายุครบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเตรียมความพร้อมให้เมืองก้าวสู่การเป็นมหานครระดับโลก โดยนอกจากการเป็นเมืองที่สะดวก สะอาด และปลอดภัยแล้ว ยังต้องมีการบริหารงบประมาณกว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นดีเอ็นเอสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์
ดร.การดี กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนาน มีบุคลากร เทคโนโลยี และทรัพยากรที่พร้อมสนับสนุนนายอนุชาและผู้สมัคร สก. ของพรรค เพื่อทำงานให้กับพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่
ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า นโยบายที่ตนชื่นชอบมากที่สุดคือการเพิ่มรายได้และเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองเศรษฐกิจ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน และการประกอบธุรกิจ
“คนที่จะเป็นผู้ว่าฯ ต้องทำให้คนอยากมาค้าขาย อยากมาลงทุนในกรุงเทพฯ เพราะนี่คือคุณสมบัติสำคัญของผู้นำเมือง” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า หลายนโยบายของนายอนุชาสะท้อนวิธีคิดของผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งในภาคธุรกิจและการเมือง เข้าใจปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะต้นทุนชีวิตและค่าเดินทางที่เป็นภาระสำคัญของคนกรุงเทพฯ
หนึ่งในนโยบายที่ตนชื่นชอบคือแนวคิดในการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ค้าสตรีทฟู้ดกับสิทธิของประชาชนในการใช้ทางเท้าอย่างสะดวกและปลอดภัย ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของผู้ที่พร้อมบริหารมหานครขนาดใหญ่
นอกจากนี้ นายอนุชายังมองกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ธุรกิจเทคโนโลยี และการพัฒนา AI Hub เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมของภูมิภาค
นายกรณ์ กล่าวว่า แนวคิดในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้เชื่อมโยงกันทั้งรถไฟฟ้าและรถโดยสารประจำทาง เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริง
“กรุงเทพมหานครต้องดีกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมผลักดันให้เกิดระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงกันทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า โดยมีค่าโดยสารเริ่มต้น 5 บาท และจ่ายไม่เกิน 40 บาทต่อเที่ยว” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ ยังกล่าวว่า จากการลงพื้นที่หาเสียงร่วมกับนายอนุชา ทำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นายอนุชามีมาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์
พร้อมกันนี้ นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่ว่าจะเป็นนายอนุชา หรือผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขต ต่างได้รับการสนับสนุนจากพรรคอย่างเต็มที่ โดยมีหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง
“พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผิดชอบกับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร เพราะการมีสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อการบริหารเมือง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตของกรุงเทพฯ” นายกรณ์ กล่าว
Advertisement