
วันนี้ (5 มิ.ย. 2569) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ พระราม 7” ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ (Bangkok Can Fly) พร้อมด้วย นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามกระบวนการบริหารจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร และนำข้อมูลไปต่อยอดเป็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และการแก้ปัญหาน้ำท่วมของเมืองหลวง
นายภาสพงศ์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีศูนย์คัดแยกและกำจัดมูลฝอยหลักอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ สายไหม หนองแขม และอ่อนนุช รองรับขยะจากประชาชนทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณมากกว่าวันละ 10,000 ตัน หรือกว่า 10 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ถือเป็นภาระสำคัญของเมืองที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
จากการลงพื้นที่พบว่า ขยะที่เข้าสู่ศูนย์สายไหมจะถูกคัดแยกและอัดก้อน ก่อนขนส่งต่อไปยังพื้นที่กำจัดปลายทาง เช่น จังหวัดนครปฐม โดยไม่มีระบบฝังกลบหรือเตาเผาในพื้นที่ ทำให้ชุมชนปลายทางต้องรับภาระจากขยะของกรุงเทพมหานคร
นายภาสพงศ์ กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายหลักของกลุ่มกรุงเทพบินได้ คือ “ธนาคารขยะ” ที่จะผลักดันให้ทุกครัวเรือนเป็นจุดเริ่มต้นของการคัดแยกขยะ โดยมองว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าขยะหลังจากถูกทิ้งแล้วจะถูกนำไปจัดการอย่างไร
“ขวดน้ำพลาสติก 1 ขวด สามารถแยกเป็นหลายส่วน ทั้งตัวขวด ฝาขวด และฉลาก ซึ่งแต่ละประเภทมีมูลค่าและสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ หากทุกครัวเรือนช่วยกันคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบได้อย่างมหาศาล” นายภาสพงศ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะสำหรับประชาชนที่คัดแยกขยะอย่างถูกต้อง และจะพัฒนาระบบรับซื้อขยะถึงบ้านผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนมีรายได้จากขยะที่ตนเองคัดแยก
นายภาสพงศ์ ยังกล่าวว่า รายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะของกรุงเทพมหานครในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 500-600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านอื่น ๆ ของ กทม. จึงเห็นว่าสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการคัดแยกขยะมากขึ้น
ด้านนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หลังลงพื้นที่หาเสียงในหลายเขตของกรุงเทพมหานคร พบว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่รอบศูนย์กำจัดมูลฝอยที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นและสภาพแวดล้อม
“ศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมรองรับขยะเกือบ 2,000 ตันต่อวัน ถือเป็นปริมาณมหาศาล และแม้จะมีมาตรการควบคุม แต่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบยังได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
นายมงคลกิตติ์ เสนอแนวคิดใหม่ในการบริหารจัดการขยะ โดยมองว่าขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลหรือผลิตพลังงานได้ ควรถูกนำมาผ่านกระบวนการอัดเป็นก้อน ปิดผนึกอย่างปลอดภัย และนำไปใช้ในโครงการถมทะเลเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลกัดเซาะและน้ำทะเลหนุนสูง
โดยยกตัวอย่างพื้นที่เขตบางขุนเทียน ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่จำนวนมากถูกน้ำทะเลรุกล้ำ จนเจ้าของที่ดินไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้เหมือนเดิม
“ผมมองว่าขยะคือทรัพยากร ไม่ใช่ภาระ หากนำมาบริหารจัดการอย่างถูกวิธี ขยะที่เหลือจากการรีไซเคิลและผลิตไฟฟ้าสามารถนำมาสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้ การถมทะเลไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ก็เคยดำเนินการมาแล้ว” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
พร้อมเสนอให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ “สร้อยไข่มุกอ่าวไทย” ซึ่งเป็นแนวคิดการฟื้นฟูและขยายพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคต
นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ ยังแสดงความกังวลต่อปัญหาแผ่นดินทรุดตัวและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล และหากไม่มีการวางแผนรองรับอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เมืองในระยะยาว
พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างท่อระบายน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ รวมถึงการแก้ไขปัญหาท่อทรุดตัวจากสภาพดินอ่อนของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบายน้ำในช่วงฝนตกหนักและน้ำทะเลหนุนสูง
“การแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด ต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลาง กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ เชื่อมโยงทั้งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มกรุงเทพบินได้ยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การป้องกันน้ำท่วม และการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นวาระสำคัญของกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองหลวงในอนาคต
Advertisement