
(3 เม.ย. 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล (คตร.) นานกว่า 4 ชั่วโมงว่า ที่ประชุมได้เชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นต่างๆ มาหารือ และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ในช่วงสถานการณ์วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในตลาดโลกสูงขึ้น โดยมี War Premium หรือค่าความเสี่ยงจากสงครามที่ทำให้น้ำมันหายากและมีราคาสูงมาก ขณะเดียวกันต้นทุนราคาน้ำมันดิบก็มีค่า War Premium ที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงมากเช่นกัน
เมื่อวิเคราะห์กำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น จากการเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับในอดีตช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า เมื่อรวมค่าการกลั่นเฉลี่ยกับค่า War Premium แล้ว ค่ากำไรในช่วงสงครามนี้มีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขเฉลี่ยในเดือนมีนาคมที่เห็นได้ชัดว่า หลายโรงกลั่นมีกำไรส่วนนี้เพิ่มขึ้นกว่าปกติ
เพราะฉะนั้น ที่ประชุมมีมติว่า จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และให้ศึกษาแนวทางในอดีตช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ในลักษณะเดียวกัน คือให้กระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ส่ง "กำไร" ส่วนหนึ่งที่เป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในทันที
สำหรับรายละเอียดว่าจะเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่ ได้ขอให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขรายละเอียด เพราะต้องไปคำนวณต้นทุนที่แท้จริง และรายได้ที่แท้จริงจากโรงกลั่นต่างๆ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลที่ละเอียดและแม่นยำในการหาตัวเลข "กำไรส่วนเกิน"
และจะนำรายละเอียดนำเสนอ ครม. ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. นี้ ทั้งนี้ ในเชิงกฎหมายได้มีการพิจารณาแล้วว่า สามารถนำเสนอเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ครม.ได้ทันที เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่โดยเร็วที่สุด
Advertisement