
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุด 2 สายการบินหลักของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้แก่ Emirates (เอมิเรตส์),และ flydubai (ฟลายดูไบ) พร้อมใจประกาศมาตรการคุมเข้ม ห้ามบุคคลสัญชาติอิหร่านเดินทางเข้าประเทศหรือใช้ท่าอากาศยานใน UAE เพื่อการต่อเครื่อง (Transit) โดยมีผลบังคับใช้ทันที
ตามรายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงผู้ถือหนังสือเดินทางอิหร่านทุกคน โดยจะถูกปฏิเสธการเช็กอินและการขึ้นเครื่องในทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่หรือผ่าน UAE อย่างไรก็ตาม มีการระบุข้อยกเว้นสำหรับกลุ่มบุคคลดังนี้ ผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว (Golden Visa) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงสามารถเดินทางได้ตามปกติ การเชื่อมโยงทางการทูตและครอบครัว ในบางกรณีที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเมืองเอมิเรตส์อาจได้รับการพิจารณาเป็นรายบุคคล
นอกจากการจำกัดการเดินทางแล้ว แหล่งข่าวในพื้นที่ยังระบุว่าทางการดูไบได้สั่งปิดสถาบันสำคัญของชาวอิหร่านที่เปิดดำเนินการมาอย่างยาวนาน ได้แก่ โรงพยาบาลอิหร่าน (Iranian Hospital) และ สโมสรชาวอิหร่าน (Iranian Club) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนปฏิวัติอิสลาม สะท้อนให้เห็นถึงระดับความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดิ่งลงเหว
มาตรการสายฟ้าแลบนี้เกิดขึ้นหลังจาก UAE ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนหลายระลอกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงกลาโหมของ UAE แถลงว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 16 ลูก และโดรนอีก 42 ลำ ซึ่งเชื่อว่ามีต้นตอมาจากฝั่งอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างจนกระทบต่อความปลอดภัยทางการบินพลเรือนในภูมิภาค
ขณะนี้สถานการณ์ยังคงมีความผันผวนสูง ผู้โดยสารสัญชาติอิหร่าน หรือผู้ที่มีแผนการเดินทางเชื่อมต่อผ่านท่าอากาศยานดูไบและอาบูดาบี ควรติดตามประกาศจากทางสายการบินอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนการเดินทางทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธการเดินทาง ณ จุดเช็กอิน
Advertisement