
วันที่ 19 มี.ค. 69 นาย วุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึง สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานของประเทศไทยว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์น้ำมันสำรองในประเทศ
โดยในวันที่ 19 มี.ค. 69 อยู่ที่ 5,060 ล้านลิตร หรือประมาณ 41 วัน และมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งรวมกับน้ำมันที่นำเข้า ซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว อยู่ที่ 7,396 ล้านลิตร หรือประมาณ 59 วัน ทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ประมาณ 100 วัน
สำหรับการดำเนินการของศูนย์ประสานงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกรมธุรกิจพลังงานได้ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด 76 จังหวัด ลงพื้นที่สำรวจปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างวันที่ 15 - 17 มี.ค. 69 โดยมีการสำรวจสถานีบริการน้ำมัน จำนวน 2,649 แห่ง ผลการสำรวจ พบว่า มีสถานีบริการที่ปิดชั่วคราว 241 แห่ง เปิดให้บริการ แต่น้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด จำนวน 1,912 แห่ง และสถานีบริการที่เปิดให้บริการปกติ 496 แห่ง โดยสาเหตุมาจากข้อจำกัดของการขนส่งที่ต้องรอรอบการขนส่งที่ล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการของภาคประชาชน เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
สำหรับยอดการจำหน่ายน้ำมัน ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก โดยเฉพาะในวันที่ 4 มี.ค. 69 และล่าสุดในวันที่ 17 มี.ค. 69 พบว่า ยอดการจำหน่ายน้ำมันดีเซล เริ่มลดลง มาอยู่ที่ 75,000,000 ลิตรต่อวัน หรือน้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ประมาณ 31,000,000 ลิตรต่อวัน เริ่มกลับเข้าสู่ช่วงก่อนการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการ จากสถานการณ์น้ำมันที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้หน้าสถานีบริการเป็นคอขวดจากการขนส่งน้ำมันที่ล่าช้า และมีข้อจำกัดในการขนส่ง นายวุฒิทัต ระบุว่า เนื่องจากน้ำมันเนี่ยเป็นวัตถุที่มีความไวไฟ จึงต้องใช้รถขนส่งที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันในเรื่องความปลอดภัยดังกล่าว ทำให้การเพิ่มจำนวนรถขนส่งต้องดำเนินการอย่างรัดกุม ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือไปยัง 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร ในการผ่อนผันเวลาเดินรถให้สามารถเดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้ประสานผู้ค้าน้ำมันที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มรถ โดยแต่ละรายสามารถเพิ่มเที่ยวรถขนส่งได้ ตั้งแต่ 10% จนถึงเท่าตัว ซึ่งก็จะช่วยให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น
นายวุฒิทัต ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 กรมธุรกิจพลังงานได้เชิญผู้ค้ารายย่อย เพื่อหารือและติดตามสถานการณ์ พบว่าผู้ค้าตามมาตรา 10 ได้รับการจัดสรรน้ำมันตามปกติ แต่ความต้องการในบางพื้นที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้รับการจัดสรรเพิ่มเติม ขณะที่บางรายได้รับน้ำมันลดลงแต่ต้องการเพิ่มปริมาณ จึงขอให้กรมฯ ประสานผู้ค้ารายใหญ่ (มาตรา 7) เพื่อจัดสรรน้ำมันให้เพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
นอกจากนี้ ผู้ค้ารายย่อยยังขอให้ช่วยดูแลด้านราคาเพื่อลดต้นทุนขนส่ง และกำกับการกระจายน้ำมันให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างออกประกาศตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อยกระดับการกำกับดูแล โดยกำหนดให้คลังน้ำมันแสดงราคาจำหน่ายหน้าคลังรายวัน และรายงานข้อมูลราคาทั้งหน้าคลังและตามสัญญาซื้อขายต่อกรมธุรกิจพลังงาน
นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงาน ได้เดินหน้าส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งกลุ่มดีเซล B10 และ B20 ตลอดจนใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบริหารส่วนต่างราคาให้แก๊สโซฮอล์ E20 มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตรเพื่อจูงใจประชาชน พร้อมเน้นย้ำ การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการอย่างเข้มงวด พร้อมยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันทุกประเภทในขณะนี้ โดยเฉพาะไปยังประเทศกัมพูชา และสถานการณ์การจัดหาวัตถุดิบยังคงเป็นไปตามปกติ
Advertisement