
(16 มี.ค. 2569) ที่บ้านพระอาทิตย์ เขตพระนคร กทม. อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แถลงข่าวแสดงหลักฐาน และจุดยืนของทายาทบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญที่ใช้สู้คดีในศาลโลกเมื่อปี 2505 โดยระบุว่า ไทยยึดถือเส้นเขตแดนตาม "ขอบหน้าผา" มาโดยตลอด พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 2543 ที่นำแผนที่ฝรั่งเศสมาเป็นเกณฑ์ จนเสี่ยงต่อการเสียดินแดน
อ.ปานเทพ ได้หยิบยกประเด็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สิ่งที่เคยเตือนไว้ในหนังสือ "คำเตือนสุดท้ายราชอาณาจักรไทย กำลังจะเสียดินแดน" กำลังกลายเป็นเรื่องจริง เนื่องจากการคงอยู่ของบันทึกความเข้าใจหรือ MOU 2543 ที่ทำให้ไทยตกเป็นรองในเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อน
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ คือ การเปิดเผยหลักฐานการต่อสู้ของฝ่ายไทยที่ยื่นต่อศาลโลก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 ซึ่ง อ.ปานเทพ ยืนยันว่า ไทยใช้หลักการ "สยามอยู่บน - เขมรอยู่ล่าง" โดยใช้ "ขอบหน้าผา" เป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ใช่การยึดตาม "เส้นสันปันน้ำ" ที่อยู่ลึกเข้าไปหลังขอบหน้าผาตามแผนที่ระวาง 1 ต่อ 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ อ.ปานเทพ ยังระบุว่า ที่ผ่านมามีความพยายามเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศแปลเอกสารฉบับนี้อย่างเป็นทางการ แต่กลับถูกปฏิเสธ และให้ภาคประชาชนไปดำเนินการเอง ตนจึงได้นำเอกสารต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสจากศาลโลกมาแปลโดยใช้เทคโนโลยี AI และเตรียมยกระดับความน่าเชื่อถือด้วยการประสานงานกับ "อ.เปรมิกา สุจริตกุล” ผู้เชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส เพื่อให้เป็นคำแปลที่ทั่วโลกยอมรับ อีกทั้ง ยังเป็นทายาทของ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตทีมทนายความฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร
สำหรับเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ การผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 2543 เพื่อทำลายวงจรการอ้างสิทธิ์ดินแดนของกัมพูชาที่ใช้แผนที่ของฝรั่งเศสเป็นบรรทัดฐาน และกลับไปยึดถือแนวทางเขตแดนที่บรรพบุรุษไทยได้ต่อสู้ไว้ เพื่อป้องกันความขัดแย้ง และการเสียดินแดนในอนาคต
Advertisement