
(19 มิ.ย. 2569) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงประเด็นที่ทนายตั้มระบุว่าตนเองมีหลักฐานเด็ด นายปานเทพ ยืนยันว่า หลักฐานที่ "ทนายตั้ม" นำมาไม่ใช่หลักฐานเด็ด และมีการนำสืบในชั้นศาลแล้ว ในเรื่องของคดีความศาลได้มีการพิจารณาในทุกมุม และทุกเหตุการณ์ ตนขอย้ำว่าสิ่งที่ทนายตั้มได้นำสืบนั้นถูกหักล้างไปแล้ว เช่นกรณีที่พี่น้อยอ้างว่าพยานคนหนึ่งที่สำคัญต่อคดีทนายตั้มไปได้งานจากบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกนำสืบในชั้นศาลแล้วว่าเป็นความเห็นส่วนตัว แค่ฟังเล่าๆ กันมาโดยไม่มีพยานหลักฐาน และความจริงก็ไม่ใช่แบบนั้น ตนขอเรียนให้ทราบว่าคนที่ถูกพาดพิงพร้อมที่จะให้การกับดีเอสไอในทันที โดยปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการนัดหมายกันอีกครั้ง ซึ่งพยานก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเพราะมีการนำสืบกันในชั้นศาลแล้ว
ส่วนแชทไลน์ที่ทนายตั้มนำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนยืนยันว่าไม่ใช่แชทหลุดแต่อย่างใด เพราะมีการนำสืบในชั้นศาลหมดแล้ว และถูกหักล้างไปแล้ว ซึ่งความจริงการได้งานอย่างที่ว่านั้นพยานได้งานด้วยตัวเองด้วยการประมูลผ่านระบบ e-Bidding ตนยืนยันว่าตนไม่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนกรณีที่พยานเดินทางไปที่บ้านพระอาทิตย์นั้น นายปานเทพ ยอมรับว่า พยานเดินทางไปบ้านพระอาทิตย์จริง ส่วนการรับเงินเพื่อให้เปลี่ยนฝั่งนั้นนายปานเทพยืนยันว่าไม่จริง และเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหากดูคำพิพากษาและ ศาลได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จึงได้สั่งลงโทษทนายตั้ม ว่าสิ่งที่อ้างว่าให้โดยเสน่หานั้นเป็นการเตรียมการเพื่อให้เชื่อว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ทั้งที่พี่อ้อยไม่เคยรับรู้เลย แต่ศาลไม่เชื่ออย่างนั้น
ส่วนกรณีที่ทนายตั้มระบุว่า มีการบริจาคให้กับมูลนิธิเป็นเงินมากกว่า 10 ล้านบาทนั้น นายปานเทพ ระบุว่า เราทำคดีจนเสร็จแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขอื่น จนมีการเสนอจากพี่อ้อยว่าจะสนับสนุนตนเป็นการส่วนตัว 5 ล้านบาท ให้นายสนธิอีก 5 ล้านบาท แต่เราปฏิเสธ เราไม่รับ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อเงิน พี่อ้อยจึงบริจาคเข้ามูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ตนยืนยันว่า ตนไม่เคยได้รับเงินเดือนใดๆ จากมูลนิธิ และไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวใดเลย ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องนี้จึงไม่มีมูล เพราะเราไม่ได้ประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงไม่มีการจ้างเพราะไม่มีสัญญาการว่าจ้างด้วย
Advertisement