
วันที่ 11 ก.พ. 69 นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค แถลงภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ สส.ของพรรค
โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากยังไม่ได้มีการรับรองสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกเหนือจากการวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้ง และกำหนดทิศทางในอนาคตของพรรคในหลายๆ เรื่อง และสิ่งที่สำคัญวันนี้ที่อยากจะเรียนต่อสื่อมวลชนเป็นเรื่องเร่งด่วน เกิดจากกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งในหลายพื้นที่และดูจะลุกลามไปให้เกิดข้อการค้าหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง
พรรคมีความเห็นว่า กกต.จะต้องเร่งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด คือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดที่สุด ทำคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้ง 2 ระบบที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความแตกต่างกันอยู่ในหลายพื้นที่ แน่นอนว่าในกรณีที่ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกว่ามีความผิดปกติขอให้ กกต.ต้องใช้อำนาจของตนเองไม่ว่าจะเป็นการนับคะแนนใหม่ หรือแม้กระทั่งจำเป็นในการลงคะแนนใหม่ตามอำนาจหน้าที่ของกกต การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม
นายอภิสิทธิ์ ยังมองว่า หากปล่อยให้เกิดข้อกังขาแบบนี้ และทอดเวลาออกไป จนทำให้คนมีจำนวนมากขึ้นไม่เชื่อมั่นในระบบจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพของการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้กกต.สร้างความโปร่งใสโดยเร็วที่สุด ซึ่งเขาเข้าใจกลุ่มคนที่มีความไม่พอใจ จากข้อมูลที่พบเกี่ยวกับความผิดปกติ แต่ก็อยากจะขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลาม ไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของการเมืองไทย จึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จึงอยากเรียกร้องกับกกต.ในเบื้องต้น ให้เร่งสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้ และพรรคยินดีรับข้อมูล ซึ่งในส่วนผู้สมัครของพรรคเองก็มีการร้องเรียนไปแล้ว เพื่อที่จะให้ความจริงปรากฏให้ชัดเจนที่สุด
ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่าพรรคได้ดำเนินการเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์มาตั้งแต่ต้น และวันนี้ 11 ก.พ. 2569 เหลือระยะเวลาอีกเพียง 17 วัน นับตั้งแต่ที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการยึดอายัดทรัพย์ไว้ ซึ่งตามกฎหมายวมีระยะเวลา 90 วันในการดำเนินการเรื่องนี้ สิ่งที่เราอยากจะเรียกร้อง คือรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเร่งรัดเรื่องนี้อย่าปล่อยให้ระยะเวลา 90 วันผ่านพ้นไป จนท้ายที่สุดมาตรการที่เป็นการยึดอายัดทรัพย์ชั่วคราวไม่ได้ส่งผลอะไร ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมายังมีบุคคล หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ เช่นสถาบันทางการเงิน การสแกนม่านตาซึ่งเรามองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควร ในการยึดอายัดทรัพย์ป้องกัน ไม่ให้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปจนกระทั่งการขยายผล ไปยังกลุ่มคนต่างๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนทราบดีว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรีกษาการ อำนาจหน้าที่ ก็เป็นของหน่วยงานอย่างปปง.หรือกลต. แต่ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเร่งรัด มิฉะนั้นหากปล่อยระยะเวลาออกไป และยิ่งมีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลต้องรักษาการไปอีกยาว ในที่สุดมาตรการทั้งหลายในการปราบปรามก็จะไม่เกิดผล
ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นการเตรียมความพร้อมในส่วนของงานนิติบัญญัติได้มีการตั้งคนที่จะเข้ามาเร่งในเรื่องของการจัดทำกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักของพรรค ที่ได้เป็นการหาเสียงไว้ เพื่อความพร้อมในการทำงานด้านนิติบัญญัติ นอกเหนือจากนั้น มีเรื่องของการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายใน เพราะว่าคณะกรรมการชุดปัจจุบันแทบไม่ได้มีเวลาทำในเรื่องนี้ เพราะเข้ามาปั๊บก็ต้องเจอเรื่องของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า เรื่องการร่วมมือร่วมรัฐบาลนั้นได้มีการสะท้อนในที่ประชุมว่าที่ สส. อย่างไรบ้าง และมีการทาบทาม มาจากพรรคอันดับหนึ่งบ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการติดต่ออะไรทั้งสิ้น สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือการที่พรรคได้แสดงท่าทีชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไขของการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ในช่วงของการหาเสียง ก็ยึดตามนั้นทุกประการ ไม่ต้องรอสาย
ส่วนเมื่อถามย้ำว่า ที่ไม่ต้องรอสายนั้น ก็เท่ากับพร้อมเป็นฝ่ายค้านไม่ร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ตามเงื่อนไข อย่างที่บอกว่าเราไม่ร่วมกับพรรคไหน ถ้าจะไปร่วมก็จะต้องมีเรื่องของนโยบาย และเรื่องของเงื่อนไขที่เราได้พูดไปแล้ว
ส่วนที่มีหลายฝ่ายกลัวการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน ร่วมกัน นายอภิสิทธิ์ มองว่า ถ้าบริหารด้วยความโปร่งใสก็ไม่มีอะไรต้องน่ากลัว
เมื่อถามถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้เวลาในการตรวจสอบประเด็นร้อน ของชลบุรีเขต1 ถึงสองวันนั้นมองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ก็อยากเรียกร้องและขอให้เร่งรัด อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะเราสังเกตเห็นได้ว่า เหมือนจะเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ แต่ขณะนี้ก็มีหลายพื้นที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ทำให้ความเชื่อมั่น ถูกบั่นทอนลงไปเยอะ วันนี้ก็ผ่านมาสองถึงสามวันแล้ว ก็น่าจะมีความพร้อมในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่นคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ถ้าเป็นปี 66 ระเบียบก็เขียนชัดเจนว่าภายในห้าวัน ก็ต้องเปิดเผยออกมา แต่ครั้งนี้เข้าใจว่าไม่ได้ใช้ห้าวัน ระเบียบอาจจะเขียนว่าโดยเร็ว ซึ่งก็ไม่ควรจะเกินห้าวัน หากยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะทำให้ประชาชนมาร่วมตรวจสอบได้ ถ้ามีความผิดปกติ กกต. ก็สามารถใช้อำนาจในการให้ดำเนินการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งนับคะแนนหรืออะไรก็ตาม เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ตามวัตถุประสงค์ของกกต. ที่มีในรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย
ส่วนกรณีกระแสที่ประชาชนขอนับไปทั่วประเทศ จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สิ่งที่เราเห็นขณะนี้ เราไม่สามารถจะระบุได้ว่า กระบวนการมีการทุจริตหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน กับสังคมข้อมูลข่าวสาร และความสามารถในการเผยแพร่ข้อเท็จจริง จะเป็นภาพหรือคลิปอะไรก็ตาม มีความผิดพลาดหรือผิดปกติหลายกรณี ซึ่งก็ไม่แปลกใจหากคนจะตั้งคำถามขึ้นมา ยิ่งมีภาพที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ที่ทำให้คนสงสัยจึงทำให้กระแสเรียกร้องดังขึ้น ว่าจำเป็นจะต้องนับคะแนนใหม่ทั้งหมดหรือไม่ ดีที่สุดขณะนี้คือกกต. เร่งสร้างความโปร่งใส ข้อมูลที่อยู่ในมือ ตนก็เชื่อมั่นว่าไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากเผยแผ่ออกมา เช่นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คะแนนหรือบัตรเลือกตั้ง ระบบไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ กกต. ก็ต้องมีตัวเลขที่บันทึกไว้เรียบร้อย ในเขตหรือหน่วยเลือกตั้งนั้น ซึ่งก็ต้องสามารถเปิดเผยได้เลยจะถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้คนมีความมั่นใจมากขึ้นว่า อย่างน้อยมีความโปร่งใส แต่เมื่อเปิดเผยและมีความผิดปกติ ความผิดพลาดจะได้ตรวจสอบกันได้ แต่ถ้าหากไม่ดำเนินการเรื่องนี้ได้ก็เกรงว่าจะลุกลาม ไม่ส่งผลดีต่อระบบการเมืองทั้งหมด
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลนั้นมองว่าจะสามารถจัดตั้งได้ในช่วงใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากที่ฟังในเบื้องต้น จากนายกรัฐมนตรีที่ถือเป็นหัวหน้าพรรคที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุดในขณะนี้ ก็ต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งให้เกิดความชัดเจนก่อน และที่สำคัญคือกกต.มีระยะเวลา 60 วันตามกฏหมาย และขณะนี้ยิ่งมีคำถามหรือข้อสงสัย ก็ต้องใช้ระยะเวลา 60 วันหรือให้สั้นกว่านั้น ซึ่งก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพราะกกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ว่าในที่สุดก็เอาผิดคนน้อยน้อยมาก จนกระทั่งพูดจากันหนาหูในทุกพื้นที่ ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้หนักกว่า คือการกล่าวหาซื้อเสียง ก็คือกระบวนการของกกต. ที่ส่งผลรุนแรงทำให้ทำให้เกิดการตั้งคำถาม
เมื่อถาม ว่าหลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะซ้ำรอยปี 2500 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จากการอ่านประวัติศาสตร์ ต้องบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามหากกระบวนการตั้งคำถาม และไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน ดังนั้นต้องทำให้เกิดความมั่นใจในกระบวนการ และจะต้องนำข้อมูลมาให้ทุกคนเห็น แต่ถ้ายิ่งช้าก็จะเกรงเกรงว่าจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและลุกลามไปได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่กระบวนการไม่เป็นที่ยอมรับหากดูจากทั้งในและต่างประเทศ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง ฉะนั้นจึงไม่อยาก ให้กกต. อยู่ในกรอบความคิดว่าทำหน้าที่ไปตามปกติ ถึงขนาดนี้ได้ลุกลามบานปลาย เพราะจะเห็นได้ว่าได้ขยายไปหลายพื้นที่ และกลายเป็นการชักชวนรณรงค์ ว่าจะต้องดำเนินการในระดับประเทศ กกต. ก็ต้องเร่งตอบคำถามเหล่านี้
ส่วนขณะนี้สังคม มีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ต้องมีการเลือกตั้งก็เพราะมีความเห็นที่แตกต่าง ตนไม่ได้มองว่าผลการเลือกตั้งเป็นความขัดแย้ง บอกเพียงแต่ว่า ในแต่ละพื้นที่อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ว่าต้องการใครมาบริหาร หรือจะต้องการไปในทิศทางใด แต่หากกระบวนการเลือกตั้ง สามารถสร้างความมั่นใจ ว่าถูกต้องและชอบทำ ตนก็มองว่าทุกฝ่ายก็สามารถเดินหน้าไปได้อยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่ากระบวนการเลือกตั้ง และกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมาโปร่งใส จะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็จะไม่มีปัญหา แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรม ก็จะเป็นปัญหาเสมอ
Advertisement