
หลังการปิดหีบเลือกตั้ง ผลสำรวจความคิดเห็นหลังการเลือกตั้งหรือ Exit Poll จาก 3 สำนักชั้นนำ ได้แก่ นิด้าโพล สวนดุสิตโพล และศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า ทยอยเปิดเผยออกมา ท่ามกลางความสนใจของสังคมต่อทิศทางการเมืองนับจากนี้
“นิด้าโพล” เกมสูสี แต่ภูมิใจไทยนำในภาพรวม
“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) คาดการณ์ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 2569 โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูล 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 3,000 ตัวอย่าง และการวิเคราะห์สื่อร่วมกับการประเมินความเป็นไปได้ทางการเมือง
การสุ่มตัวอย่างเป็นแบบหลายขั้นตอน โดยอ้างอิงฐานข้อมูล Master Sample ของนิด้าโพล กำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0
ผลสำรวจคำถาม “ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ท่านจะเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคใด” พบว่า พรรคประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยร้อยละ 37.17 คาดว่าจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 32–37 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 19.27 คาดได้ 18–19 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.03 คาดได้ 17–18 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.90 คาดได้ 12–13 ที่นั่ง
พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.98 คาดได้ 1–3 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 1.80 คาดได้ 1 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 1.20 คาดได้ 1 ที่นั่ง และพรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอื่น ๆ รวมกันร้อยละ 4.65 คาดได้ 8–19 ที่นั่ง
เมื่อรวมการคาดการณ์จำนวน สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ นิด้าโพลประเมินว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งมากที่สุด อยู่ระหว่าง 140–150 ที่นั่ง พรรคประชาชนตามมาเป็นอันดับสอง 125–135 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 110–120 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 35–45 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 35–45 ที่นั่ง ส่วนพรรคอื่น ๆ รวมกันไม่เกิน 55 ที่นั่ง
สำหรับกรุงเทพมหานคร นิด้าโพลคาดการณ์ว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งทั้ง 33 เขต
“สวนดุสิตโพล” พรรคประชาชนแรงต่อเนื่อง จ่อครองที่นั่งสูงสุด
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต รายงานผลการคาดการณ์ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง โดยการคาดการณ์ดังกล่าวอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 16–28 มกราคม 2569 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน ค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 10 ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์และการวิเคราะห์บริบทสถานการณ์ทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง
สวนดุสิตโพลประเมินว่า พรรคประชาชนจะได้ 165 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 130 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 115 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 45 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 35 ที่นั่ง และพรรคอื่น ๆ รวมกันประมาณ 10 ที่นั่ง
“สถาบันพระปกเกล้า” ไม่มีผู้ชนะขาด สภาหลายขั้ว
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ (สำรวจครั้งที่ 3) ทิศทางการเลือกตั้งและการลงประชามติรัฐธรรมนูญ” การสำรวจครั้งนี้เป็น KPI Poll ครั้งที่ 7 ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
ผลสำรวจประเด็น “ใครเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่” พบว่า กลุ่มผู้ตอบว่า “ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม” มีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าประชาชนเริ่มตัดสินใจจากตัวเลือกที่มีอยู่จริงมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในกลุ่มผู้นำรัฐบาลมีความสูสีและเปลี่ยนแปลงได้เร็ว
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่มจาก 18.9% เป็น 20.7% ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขยับจาก 15.2% เป็น 19.2% ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำสูงสุด ส่วนผู้ที่ระบุว่ายังไม่มีบุคคลเหมาะสม ลดลงมาอยู่ที่ 17.7% จากเดิมที่เคยสูงกว่า 20%
ในประเด็นการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ผลสำรวจพบว่าเสียง “เห็นชอบ” ยังคงมากกว่ากึ่งหนึ่ง อยู่ที่ 50.9% แต่ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่เสียงไม่เห็นชอบลดลงเช่นกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือกลุ่ม “ไม่มีความเห็นหรือไม่แน่ใจ” ซึ่งเพิ่มเป็น 28.2%
ข้อมูลประกอบจากการสำรวจการรับรู้ของประชาชนต่อความหมายของ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” พบว่าประชาชนยังมีความเข้าใจหลากหลาย ทั้งการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ การแก้ไขบางมาตรา หรือยังไม่แน่ใจ สะท้อนว่าภาพรวมของสังคมยังเปิดรับหลักการ แต่ยังขาดความชัดเจนในรายละเอียด ซึ่งอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของการทำประชามติในอนาคต
จากการบูรณาการข้อมูลโพล โครงสร้างคะแนนเดิม และบริบทการเมืองเฉพาะพื้นที่ KPI Poll ประเมินแนวโน้มจำนวน สส. หลังการเลือกตั้งว่า สภาจะมี 3 พรรคใหญ่เป็นแกนหลัก แต่ยังไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากได้ลำพัง
การคาดการณ์ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยอาจได้ 134–151 ที่นั่ง พรรคประชาชน 128–143 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 100–115 ที่นั่ง ขณะที่พรรคขนาดกลางมีแนวโน้มถือครองจำนวนที่นั่งซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง ได้แก่ พรรคกล้าธรรม 28–38 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 21–26 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ 9–11 ที่นั่ง
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การเมืองหลังเลือกตั้ง 2569 มีแนวโน้มเป็น สภาหลายขั้ว และโจทย์ใหญ่จะอยู่ที่การรวมเสียงให้เกิดเสถียรภาพในการบริหารประเทศ มากกว่าการชนะขาดของพรรคใดพรรคหนึ่ง
Advertisement