
วันที่ 27 มีนาคม 2569 จากกรณี นายต้อม ไม่มีนามสกุล อายุ 26 ปี ชาวลาว ก่อเหตุฆ่าหั่นร่าง น.ส.แรม อายุ 20 ปี แฟนสาวชาวลาว ที่ห้องพักภายในซอยแจ้งวัฒนะ 14 กทม. ก่อนหลบหนีมายัง จ.หนองคาย และถูกจับกุม ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ล่าสุดวันนี้ (27 มี.ค.69) พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ควบคุมตัวนายต้อม ชายสัญชาติลาว ไปขออำนาจศาลอาญาถนนรัชดาภิเษกฝากขัง ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษสูง และผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี
ระหว่างที่ควบคุมตัวขึ้นรถ นายต้อม ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้รู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป อยากจะขอโทษทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกโกรธ หึงหวง พยายามจะพูดคุยดีๆ จะพาแฟนสาวกลับไปพูดคุยกับทางครอบครัว แต่แฟนสาวไม่ยินยอม พร้อมกับขึ้นเสียงใส่ ทำให้ตนพลั้งมือฆ่าแฟนสาว ส่วนสาเหตุที่ต้องหั่นศพแฟนสาว ตอนนั้นตนก็ไม่รู้ตัวเองว่าคิดอะไรอยู่ ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน ขอให้ใช้ชีวิตกันอย่างมีสติ ถ้าเป็นไปได้ ตนก็ขอรับโทษประหารชีวิต เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างของสังคม แต่ถ้าหากพ้นโทษออกมา ตนยืนยันจะบวชให้แฟนสาวแบบไม่สึกที่ สปป.ลาว
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปฝากขัง เจ้าหน้าที่สิบเวรได้เข้าไปพูดคุยกับนายต้อม เห็นว่านาย ต้อมนั่งอ่านหนังสือธรรมะ พูดจายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา และยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกคิดถึงแฟน
ด้านความคืบหน้าทางคดี ผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพ ให้ความร่วมมือแต่โดยดี ยังคงยืนยันเหตุผลเดิมว่า สาเหตุมาจากความหึงหวงที่แฟนสาวจะหนีไปจากตน ส่วนเรื่องการตามหาถุงชิ้นส่วนอีก 2 ถุง ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากเนื่องจาก รถขยะของกทม.ได้นำไปรวมไว้ที่บ่อขยะท่าแร้งแล้ว และมีการขนย้ายไปบำบัดรวมที่จังหวัดนครปฐม ที่เป็นกองขยะขนาดใหญ่ มีก๊าซพิษสะสม ทำให้ยากต่อการค้นหา
ส่วนเรื่องการรับศพ ขณะนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม อยู่ในระหว่างการรอชิ้นส่วนที่เหลืออีก 2 ชิ้นส่วนที่ยังหายไป เพื่อตรวจสอบร่างอย่างละเอียด ก่อนส่งมอบให้กับทางครอบครัว ซึ่งคาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 20 วัน ถึงจะสามารถรับร่างไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาได้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางครอบครัวได้ดำเนินการตรวจ DNA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการรอผลไปเทียบเคียงกับ DNA เศษชิ้นส่วนที่พบ ซึ่งหากทางครอบครัวได้รับร่างแล้ว ก็จะนำมาประกอบพิธีฌาปนกิจและบำเพ็ญกุศลในประเทศไทยต่อไป
โดยล่าสุดทางครอบครัวแจ้งความประสงค์เบื้องต้นว่าจะย้ายไปที่วัดช่องลม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ระหว่างนี้ทั้งครอบครัวเดินทางกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อไปดูใจพ่อแม่ของนางสาวแรม ที่ยังคงโศกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
Advertisement