Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อัดอั้นมา 3 ปี “ต้อม รชนีกร” เปิดใจ ชนะคดีฟ้อง รพ.ดัง ย้ำ! ไม่ได้ทำฟรี

อัดอั้นมา 3 ปี “ต้อม รชนีกร” เปิดใจ ชนะคดีฟ้อง รพ.ดัง ย้ำ! ไม่ได้ทำฟรี

7 ส.ค. 69
13:01 น.
แชร์

“ต้อม รชนีกร” เปิดใจ หลังชนะคดีศัลยกรรมทำพิษ ศาลสั่ง “โรงพยาบาลดัง-แพทย์” ชดใช้ 7.7 ล้าน ลั่น! ได้ศักดิ์ศรีคืนหลังโดนตราหน้าเนรคุณ

ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาชั้นต้นสั่งให้โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง พร้อมแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ "ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี" นักแสดงรุ่นใหญ่ เป็นเงินรวมกว่า 7,777,700 บาท จากยอดฟ้องเดิม 50 ล้านบาท หลังพบว่าการผ่าตัดดึงหน้าและทำวีไลน์ทำให้ใบหน้าผิดรูป ส่งผลกระทบเรื้อรังต่อการใช้ชีวิตและอาชีพในบันเทิง รวมถึงกรณีละเมิดนำภาพและคลิปวิดีโอขณะผ่าตัดไปเผยแพร่

ล่าสุดวันนี้ (07/08/69) "ต้อม รชนีกร" พร้อมด้วย "นายสิทธิชัย กฤติยาเมธากุล" ทนายความส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดใจ หลังชนะคดีในครั้งนี้ โดยได้เผยว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาตนเองโดนโจมตีมาโดยตลอด แต่เลือกที่จะเงียบและไม่ออกมาพูด เพราะมองว่าการตอบโต้มีแต่จะทำให้เป็นการสาดโคลนใส่กัน การชนะคดีในครั้งนี้ทำให้รู้สึกดีใจและโล่งใจเป็นอย่างมาก เหมือนได้กลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง จากที่เคยสูญเสียความมั่นใจจนต้องใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าเดินตลาด เพราะกังวลกับสายตาของผู้คนรอบข้าง พร้อมกล่าวขอบคุณศาลและยืนยันว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง

สำหรับประเด็นเรื่องบาดแผลและการรักษา "ต้อม" เผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของผลกระทบทางกายภาพที่ต้องรักษาไปตลอดชีวิต ปัจจุบันตนยังมีปัญหาเรื่องการบดเคี้ยวอาหาร ไม่สามารถอ้าปากได้เต็มที่เหมือนคนปกติ การทำฟันต้องทำหยุดเป็นระยะเนื่องจากจะมีอาการปวดเกร็งขึ้นเบ้าตาและขมับ รวมถึงมีผืนผืดเกิดขึ้น ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะหายเป็นปกติหรือไม่ การตัดสินใจฟ้องร้องจึงไม่ใช่เรื่องของความต้องการเงิน แต่เป็นเรื่องของความถูกต้อง ศักดิ์ศรี และการถูกดูหมิ่นที่ตนต้องแบกรับมาโดยตลอด

ด้านทนายความได้อธิบายในข้อกฎหมายว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคทางการแพทย์ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายแพทย์หรือผู้ให้บริการ โดยแพทย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำนั้นไม่เป็นการละเมิดหรือประมาท ซึ่งสุดท้ายศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐาน พยานบุคคล และเอกสารทางการแพทย์ทั้งหมด แล้วเห็นว่าความประมาทเกิดจากทางตัวหมอ

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายจำเลยตั้งข้อสังเกตเรื่องการยื่นเอกสารใบรับรองแพทย์เพิ่มเติมในภายหลังนั้น ทนายความชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวมีอยู่ในสำนวนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องนำไปแปลความจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยตามกระบวนการ และเนื่องจากระบบการพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ทั้งหมด อีกทั้งการพิจารณาของศาลมาจากพยานหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้อิงจากเอกสารชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงอย่างเดียว

กรณีที่ฝ่ายจำเลยเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีและโต้แย้งเรื่องประเด็นการชดใช้ค่าเสียหาย ทางทนายความระบุว่า ไม่มีความกังวลใจในชั้นอุทธรณ์ เพราะฝั่งโจทก์พร้อมสู้ตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หากฝ่ายจำเลยต้องการยื่นขอทุเลาการบังคับคดีตามสิทธิ์ กฎหมายกำหนดว่าจะต้องนำเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษาจำนวน 7.7 ล้านบาท มาวางประกันไว้ที่ศาลทั้งหมดก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ด้านทนายความได้เปิดเผยถึงทิศทางคดีว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นการฟ้องคดีแพ่งในมูลละเมิดจากการกระทำโดยประมาท ซึ่งตัวเลข 7.7 ล้านบาทที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่าย ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทางจิตใจ

สำหรับขั้นตอนต่อไป คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หากฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ ทางทีมทนาย ก็พร้อมที่จะแก้ต่างในทุกประเด็นเนื่องจากพยานหลักฐานอยู่ในสำนวนทั้งหมดแล้ว ส่วนประเด็นที่ศาลให้เงินชดเชยน้อยกว่าที่ฟ้องนั้น ฝั่งโจทก์เองก็มีสิทธิ์อุทธรณ์เพื่อขอเพิ่มจำนวนเงินได้เช่นกัน แต่ต้องมาปรึกษากันอีกครั้ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด หากจะสู้ถึงชั้นฎีกาต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ซึ่งต้องเป็นประเด็นสำคัญหรือมีพยานหลักฐานใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่าย และยืนยันว่าการที่ต้อมจะไปรักษาหรือแก้หน้าเพิ่มที่ไหนหลังจากนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการตรวจพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาแต่อย่างใด

ทางด้าน “ต้อม” ได้เปิดใจด้วยความอัดอั้นหลังได้รับคำพิพากษาว่า รู้สึกเหมือนได้ปลดล็อกชีวิต ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตนต้องตกเป็นจำเลยสังคม โดนทัวร์ลงและถูกต่อว่าด้วยคำรุนแรง เช่น “อีเนรคุณ” หรือ “อีสตอ” ทั้งที่ตนพูดความจริงมาโดยตลอด คำพิพากษาของศาลในวันนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันความจริงให้สังคมได้รับรู้ และทำให้ตนได้กลับมายืนอย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายร้องไห้ผ่านสื่อว่าได้รับผลกระทบทางธุรกิจเสียหายกว่าร้อยล้านบาทนั้น ตสมองว่า ในปัจจุบันธุรกิจสถาบันความงามมีคู่แข่งและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก หากสถานพยาบาลมีแพทย์ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ต่อให้มีข่าวแค่ไหนคนไข้ก็ยังใช้บริการ พร้อมย้อนถามกลับว่า ตนร้องไห้มา 3 ปีเต็ม แต่ไม่มีใครเห็น ตนต้องเผชิญความทุกข์ทรมานมาโดยตลอด

ถามถึงสภาพร่างกายและจิตใจในปัจจุบัน ตนยอมรับว่า ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน เกิดภาวะปากชาเนื่องจากการยึดรั้งของแผล ใบรับรองจากแพทยสภาระบุชัดเจนว่าอาการชานี้ ไม่สามารถตอบได้ว่าจะหายหรือไม่หาย ทำให้มีปัญหาในการออกเสียงปิดคำ ไม่ได้ พูดช้าลง พูดเหมือนคนติดอ่างเพราะปากสั่งการไม่ทันสมอง ส่งผลให้รับงานแสดงหรือร้องเพลงเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร เคี้ยวลูกชิ้นทั้งลูกไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงระบบการย่อยและขับถ่ายกลายเป็นโรคแพนิกหวาดกลัวการทำศัลยกรรม แค่เห็นคนใส่ชุดผ่าตัดก็รู้สึกใจสั่นและอยากอาเจียน แม้จะมีโรงพยาบาลทั้งในไทยและเกาหลีเสนอตัวยื่นมือมาช่วยแก้ไขใบหน้าให้ฟรีหลายแห่ง แต่ตนก็ยังกลัวและไม่กล้าทำ

สุดท้ายได้ฝากถึงประเด็นเรื่องบาปบุญคุณโทษว่า กรรมคือการกระทำ บุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป พร้อมขอร้องไปยังกลุ่มบัญชีอวตาร 200–300 คนที่คอยคอมเมนต์ป่วนตามงานหรือช่องทางต่างๆ ว่าอย่าทำร้ายกันอีกเลย เพราะสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตนเองและผู้จ้างงาน

ส่วนเรื่องที่คู่กรณีเคยขู่ว่าจะฟ้องกลับเป็นเงิน 100 ล้านบาทนั้น ตนและทนายความยืนยันว่าไม่ได้กังวล เพราะการฟ้องร้องต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่พูดตามอำเภอใจ ขณะนี้ขอโฟกัสที่การรักษาตัว และปล่อยให้เรื่องคดีความดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

พร้อมทั้งยังได้ฝากทิ้งท้ายกับประเด็นคำว่า "เนรคุณ" หลังถูกพาดพิงเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมฟรี โดยเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงเรื่องนี้เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่แก่สังคมว่า คำว่า "ทำฟรี" นั้นไม่มีจริงในกรณีนี้ อยากให้ทุกคนเข้าใจใหม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือสัญญาต่างตอบแทน เนื่องจากตนเองก็มีมูลค่าในตัวเอง ฝ่ายที่เข้ามาทำให้ก็ต้องมองเห็นแล้วว่าจะได้รับอะไรกลับไปเป็นการตอบแทน เช่น หากทำออกมาแล้วหน้าตนสวย ทางนั้นก็ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่การทำให้ฟรีอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง แถมหมอคนดังกล่าวมีการเปลี่ยนชื่อมาแล้วถึง 4 ครั้ง ส่วนสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนนั้นตนขอไม่พูดต่อ ให้ไปติดตามกันเอง หมอที่มีฝีมือในประเทศไทยนั้นมีอยู่จริง และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่อีกฝ่ายเคยเขียนไว้ และผลลัพธ์สามารถดูได้จากใบหน้าของตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น และย้ำคำเดิมว่า คำว่าฟรีไม่มีจริง

Advertisement

แชร์
อัดอั้นมา 3 ปี “ต้อม รชนีกร” เปิดใจ ชนะคดีฟ้อง รพ.ดัง ย้ำ! ไม่ได้ทำฟรี