
ความคืบหน้าคดีฟ้องร้องกรณีศัลยกรรมใบหน้า ระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่ “ต้อม รชนีกร พันธ์มณี” กับโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง ล่าสุด ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาชั้นต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสั่งให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินรวมกว่า 7.7 ล้านบาท
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “ต้อม รชนีกร” ได้ยื่นฟ้องโรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดัง เจ้าของโรงพยาบาล และแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด รวมทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงินรวม 50 ล้านบาท จากกรณีการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าจนเกิดปัญหาใบหน้าผิดรูป กรามมีปัญหา กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการรับงานแสดง รวมถึงการฟ้องร้องในข้อหาละเมิดสิทธิ์ นำรูปและคลิปวิดีโอขณะผ่าตัดไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับการยินยอม
กระทั่งวันนี้ (6 ส.ค. 69) เวลา 09:00 น. "ปิ่น พิศพรรณ" ผู้บริหารโรงพยาบาล พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้เดินทางมายังศาลนนทบุรีเพื่อรับฟังคำพิพากษา ขณะที่ฝั่งของนักแสดงสาว “ต้อม รชนีกร” ไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเอง แต่ส่งทีมทนายความส่วนตัวเข้าฟังคำพิพากษาแทน
ต่อมาเวลา 10:30 น. ฝ่ายจำเลยและทีมทนายความได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยเปิดเผยผลคำพิพากษาชั้นต้น ระบุว่า ศาลมีคำสั่งให้ จำเลยที่ 4 (แพทย์ผู้ทำการผ่าตัด) ชดใช้ค่าเสียหายแก่ “ต้อม รชนีกร” รวมเป็นเงินประมาณ 7,700,000 บาท โดยให้ จำเลยที่ 1 (โรงพยาบาลศัลยกรรม) ร่วมรับผิดชอบในวงเงินดังกล่าว ขณะเดียวกัน ศาลได้มีคำสั่ง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (คุณปิ่น) และ จำเลยที่ 3 (กรรมการ)
สำหรับรายละเอียดวงเงินค่าเสียหายรวมประมาณ 7.7 ล้านบาท ที่ศาลสั่งให้ชดใช้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ค่ารักษาพยาบาลและค่าผ่าตัดศัลยกรรมแก้ไข ประมาณ 2.8 – 2.9 ล้านบาท ค่าขาดประโยชน์และขาดรายได้จากการทำงาน ประมาณ 1.8 ล้านบาท และค่าเสียหายในอนาคต ประมาณ 3 ล้านบาท
ทางด้าน "ปิ่น พิศพรรณ" ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาหลังทราบผลว่า รู้สึกตกใจและเสียใจต่อคำตัดสิน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมามั่นใจในเจตนาและพยานหลักฐานทางการแพทย์ โดยเฉพาะผลตรวจ CT Scan ที่ยืนยันว่าไม่มีอาการชาหรือความผิดปกติบนใบหน้าตามที่กล่าวอ้าง อีกทั้งผลกระทบจากข่าวนี้ยังทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท และแบกรับภาระหนี้สินเกือบ 200 ล้านบาทเพื่อดูแลพนักงานกว่า 300 ชีวิต
ขณะที่ ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย และ ทนายกฤตย์ ทีมทนายความฝั่งโรงพยาบาล ระบุตรงกันว่า เคารพคำตัดสินของศาล แต่มองว่ายังมีหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนที่ศาลยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย รวมถึงเอกสารเพิ่มเติมที่ฝั่งโจทก์ยื่นในภายหลัง ซึ่งหลังจากนี้จะเตรียมสรุปรายละเอียดคำพิพากษาอย่างถี่ถ้วน และเดินหน้ายื่นอุทธรณ์คดีต่อภายในกรอบเวลา 30 วัน เพื่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
Advertisement