ทักษิณ ชินวัตร พูดอะไรใน คลับเฮาส์ บอล ธนวัฒน์ มีสรุปมาให้!

ทักษิณ ชินวัตร พูดอะไรใน คลับเฮาส์ บอล ธนวัฒน์ มีสรุปมาให้!

473
3 มี.ค. 64

บอล ธนวัฒน์ สรุปละเอียดยิบ! ทักษิณ ชินวัตร เปิด คลับเฮาส์ ตีแตกตั้งธุรกิจ SMEs เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์สมัยใหม่ ไปจนถึง เซิร์ฟสเก็ต

จากกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเปิดห้องสนทนา Clubhouse (คลับเฮาส์) ในหัวข้อ “SMEs มีปัญหาปรึกษาพี่โทนี่” โดยใช้ชื่อแอคเคาท์ว่า Tony Woodsome เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (2 มี.ค.64) โดยห้องดังกล่าวเต็มในทันทีด้วยจำนวนคนประมาณ 8,000 คน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ชาวคลับเฮาส์รับน้อง "ทักษิณ" จี้ถามสารพัดประเด็นร้อนในอดีตยันปัจจุบัน


ล่าสุด ทางด้านนายธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแกนนำกลุ่ม “วิ่งไล่ลุง” ได้มีการสรุปการสนทนาของนายทักษิณ ผ่านเฟซบุ๊ก ธนวัฒน์ วงค์ไชย - Tanawat Wongchai แบบละเอียดยิบ โดยระบุว่า

- จบจากเมืองนอกมาอายุ 29 ปี ที่บ้านทำธุรกิจผ้าไหม แต่คิดว่าไม่น่า work หาเงินไม่น่าได้ เลยหันมาทำโรงหนัง ดูหนังเรื่องบ้านทรายทอง นางเอกชื่อเหมือนภรรยา คือ พจมาน เลยจำนำรถเบนซ์ แลกเช็คมา 1 ล้านบาท ทำโรงหนังสายภาคเหนือ ลง 1 ล้าน ได้กำไร 1 ล้าน แต่ผลสุดท้ายขาดทุนหมดตัว เพราะเวลาซื้อหนังดีๆ เขาจะพ่วงหนังไม่ดีมาให้ 2-3 เรื่อง ทำให้ขาดทุน



ต่อมากู้เงิน 18 ล้านบาท เอาตึกแถวค้ำ สร้างคอนโด (เพราะสมัยนั้นคอนโดเพิ่งมาใหม่) ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ พอทำไปจนเจ๊ง เรียกว่า #โง่มาก่อนฉลาด ตนเองมีนิสัยชอบอะไรใหม่ๆ กำลังตอกเสาเข็ม จะสร้างคอนโด 15 ชั้น มหาดไทยบอกว่าใกล้เขตพระราชฐาน เลยสร้างได้แค่ 7 ชั้น ผลคือขาดทุนอีก ทำหนังก็เจ๊ง เช็คก็เด้ง บางทีโดนหมายจับ ต้องขึ้นศาล ผลัดหนี้ ดังนั้นทำอะโง่ไปแล้ว ตอนหลังก็เริ่มฉลาด เพราะผ่านการเรียนรู้ประสบการณ์ จนเป็น solution provider



- ต่อมาหันไปทำธุรกิจโทรคมนาคม เอาคอมไปให้รัฐบาลเช่าเป็นรายเดือน เริ่มจากติดลบ ลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท แต่ไม่มีเงิน ใช้วิธีการขอให้เพื่อนออก bank guarantee ให้ เหมือนการเอารายได้ไปขายล่วงหน้า ทำธุรกิจตอนแรกยังไม่มีปัญญาเอาไปใช้หนี้ เลยคิดว่าต้องหารายได้ใหม่ ตึงหันไปทำธุรกิจด้านการสื่อสาร เริ่มจากการทำ pack link (วิทยุติดตามตัวที่มีข้อความ) ทำไปทำมามีปัญหากันเลยถอนหุ้น แล้วหันมาทำ phone link ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อะไรเยอะแยะ เลยไปชวนสิงคโปร์มาทำ โดยที่ทักษิณไม่ต้องลงทุน คือ เอาเงินสิงคโปร์มาลงทุน แล้วทักษิณถือหุ้นใหญ่ (สุดปัง คิดได้ไง เจ๋งสัx 5555)

- ทักษิณอ่านหนังสือเรื่อง the third wave พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตมากๆ ในสมัยนั้น + ไปเที่ยวงาน exhibition เกี่ยวกับการโทรคมนาคม การสื่อสาร แม้ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ แต่จากการคุยกับพนักงานขายเหล่านั้น จนได้ไอเดียมาทำธุรกิจด้านนี้ ยังจำคอนโดที่ทำเจ๊งตอนแรกได้ไหมครับ ทักษิณได้เอามาดัดแปลงทำเป็นอาคารสำนักงานของธุรกิจโทรคมนาคม ที่กำลังรุ่งเรือง

- ต่อมามีคนชวนให้เอาธุรกิจเข้าตลาด แต่บัญชี statement ไม่ดี มีหนี้เนอะ มีทุนจดทะเบียนแค่ 20 ล้านบาท เลยทำบัญชีให้ดี ประกอบกับมีหุ้นเยอะ ถ้าเขาตีราคามูลค่าหุ้นให้เยอะ ก็น่าจะได้ เลยเอาหุ้นไป pledge กับสถาบันการเงิน แต่มีข้อแม้ว่าต้องขายหุ้นให้เขาเป็นสัดส่วนเท่านั้นเท่านี้ % (คติ คือ อย่าโลภมาก ยอมอะไรได้ก็ยอมไปก่อน)

- จากคนล้มละลาย มีหนี้ สู่การเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเอเชีย อายุแค่ 40 ปี ก็เอาบริษัทเข้าสู่ตลาดได้ มีเงินสดพันล้านบาทแรก ไปเที่ยวลาสเวกัส เล่นพนัน แลกเงินไป 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แปปเดียวหมด เลยคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับการพนัน จึงมุ่งหน้าทำธุรกิจ



- อายุ 45 ปี เริ่มคัน มีคนมาชวนเล่นการเมือง เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ชีวิตเลยซวยนับแต่นั้นเป็นต้นมา 55555 พ่ออออ !



- ทุกอย่างต้องค่อยๆ สร้างประสบการณ์ ค่อยๆ สร้างตัว ชีวิตเคยจำนำ จำนองทุกอย่างมาแล้ว ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วประสบความสำเร็จเลย ทักษิณบอกว่าชอบทำธุรกิจแบบการพนัน แต่ต้องมี calculate risk มีหนี้ แล้วไปทำธุรกิจเล็กๆ เมื่อไหร่จะได้คืน มีหนี้ 100 แทง 20 ชาติไหนจะได้คืน แต่ต้องรู้จักคำนวณ



- Learn to detach ต้องรู้จักปล่อยวาง ปัญหามีไว้แก้ ตอนมีปัญหาเช็คเด้ง กลางคืนอย่าไปคิด นอนให้หลับ ตื่นมาค่อยคิด ใช้สมาธิให้ดี ที่ปรึกษาที่ดีคือคุณหญิงพจมาน เวลาเครียดก็ขับรถไปคุยกันไป จนได้ solution แก้ปัญหา ตอนไปรับรางวัลนักธุรกิจเอเชียแห่งปี เคยพูดไว้ว่า behind successful man is always woman แต่ตอนนี้อยู่คนเดียวนะ ! ดึงดราม่าไปอีก 5555



- ความโปร่งใสทางบัญชีสำคัญที่สุด unit cost สำคัญมาก ทำไมของคุณแพงกว่าคนอื่น แล้วจะไม่เชื่อว่าโปร่งใส คนจะไม่เชื่อถือหุ้น ถ้าเจ้าของโกงบริษัท ลูกน้องก็โกงได้ ดังนั้น เจ้าของต้องไม่โกงบริษัท แล้วเราจะไม่รู้ว่ากำไร ขาดทุนเท่าไหร่ เพราะทำบัญชีเลอะเทอะ การทำบัญชีที่ดี ทำให้เรามองเห็นธุรกิจว่าขาดเหลืออะไร ต้องปรับปรุงอะไร 20 ปีก่อน เคยลงทุน 150 ล้านบาทกับระบบ software เพื่อปิดบัญชีทุกวัน จนมองออกหมดว่าเงินอยู่ตรงไหน ธุรกิจเป็นยังไง เราต้องกล้าลงทุนกับเทคโนโลยี ให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้า



- ต้องปรับคนตลอดเวลา คนมีคุณภาพต้องดึงเค้าให้สูงขึ้น คนที่กลางๆ ก็เอาไว้ที่เดิมก่อน ตอนนั้น AIS ตกไปเป็นอันดับ 2 เพราะบริษัทไป recruit พนักงานจากรัฐวิสาหกิจมาเยอะ เลยไม่กล้าทำผิดระเบียบ และบริษัทมีกฎระเบียบเยอะ เลยประชุมผู้ถือหุ้น สั่งว่าใครกล้าทำผิดระเบียบแล้วบริษัทได้ประโยชน์ มีรางวัลให้ หรือคติ “กฎมีไว้แหก” แปปเดียว AIS แซงขึ้นมาเป็นที่ 1 เลย และกฎระเบียบของบริษัทลดลงเหลือน้อยมาก



- Business Model สำคัญกว่าเงิน เงินถ้ากู้มาแล้วไม่ทำอะไร ก็หมดตูดเหมือนกัน ดังนั้น ต้องมี idea ก่อน เราต้องมีสติ ปล่อยว่งให้ได้ อย่าโกรธ อย่าหลง คิดว่าสิ่งที่เราจะทำเนี่ย สร้างเงินให้เราได้ไหม ธุรกิจนี้มี creativity พอไหม พอคิดได้แล้วก็ไป taste กับเพื่อนฝูงก่อน ว่าเพื่อนฝูงชอบไหม ถ้าเพื่อนชอบ เพื่อนซื้อ ก็มีโอกาสที่คนอื่นจะซื้อ ดังนั้น อย่าเชื่อตัวเองมาก ต้องรู้จักปล่อยวาง



ร้านราดหน้าจานละ 30,000 บาท ใส่กุ้ง lobster ใส่นั่นนู่นนี่ ทำให้ร้านมีระดับ ต้องไปลองดูว่า 30,000 เป็นยังไงวะ คนมีเงินก็กินได้ อยากไปลอง เป็น creativity อย่างนึง



- ธุรกิจต้องใช้ technology มาจับด้วย ดังนั้น ถ้ามี Idea + creativity + Idea ครบแล้วก็ไปเรื่องต่อไปคือเงิน ดังนั้น เงินไม่ใช่มาก่อน แต่เป็น business model



- post COVID ธุรกิจที่จะบูม คือ ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจ shopping online ต่อไป department store คนจะน้อยลง และต่อจากนี้ไป 20% ของแรงงานทั้งโลก จะ work form home ประกอบกับคนชินกับการซื้อของออนไลน์ในช่วงโควิด ดังนั้น ร้านค้าต้องปรับตัว ไปขายบน platform online ให้ได้



- ต้องวิเคราะห์ปัจจุบัน แล้ว project ไปอนาคต แล้วทำธุรกิจเพื่ออนาคต ไม่ใช่ทำธุรกิจเพื่อเมื่อวาน



- ไทยหากินจากท่องเที่ยว ประมาณ 10% ของ GDP ดังนั้น ยิ่งฉีดวัคซีนช้า ยิ่งเปิดประเทศช้า ประเทศยิ่งพัง วันนี้ SMEs ต้องการ economic environment ที่เหมาะต่อการทำธุรกิจ คือ ต้องเปิดประเทศ ไม่ใช่ปิดประเทศแล้วเอาเงินไปให้ SMEs มันไม่ช่วยอะไร ซ้ำยังเป็นการเพิ่มหนี้ให้ SMEs แต่ไม่ช่วยสร้างรายได้ให้พวกเขา



- โมเดล Crowd funding สามารถทำ peer to peer lending ได้ คนที่เริ่มทำธุรกิจอะไรเล็กๆ สามารถเริ่มจากตรงนี้ได้



- โมเดล venture capital ก็น่าสนใจ ในอเมริกามีมากกว่าธนาคารอีก แค่เรามี Idea แล้วเดินเข้าไปหา venture ถือครึ่งนึง เจ้าของ idea ถืออีกครึ่ง แล้ว venture ออกเงินทุนให้ แล้วเอาเงินมาต่อเงิน



- Bitcoin เริ่มสำคัญ Tesla ขายรถด้วย Bitcoin MasterCard จะเริ่มจ่ายด้วย Bitcoin ได้ แต่ไม่แนะนำให้ SMEs เล่น แม้ตลาดจะไปต่อได้ แต่สุดท้ายจะโดนรายใหญ่รวบหมด



- ทักษิณบอกว่า ไม่เคยเลื่อนจ่ายเงินพนักงานแม้แต่ครั้งเดียว แม้ตอนไม่มีเงิน เราจนก็อย่าให้เค้าจนด้วย เค้าไม่ได้เสี่ยงไปกับเรา เราแย่ยังไงก็ให้ลูกเมียรู้ก็พอ อย่าให้พนักงานรู้ แล้วพนักงานจะเลี้ยงไว้ไหม ต้องดูว่าสมควรเลี้ยงไหม ถ้าพนักงานเป็น Ferrari แล้วเราทำธุรกิจถนนลูกรัง จะเลี้ยงไว้ให้ได้อะไร แรงงานทั้งโลกต้องปรับความชำนาญใหม่ และเพิ่มความชำนาญให้มากขึ้น ไม่งั้น robot มาไล่ที่หมด ดังนั้น SMEs จะจ้างคนยังไง ต้องแล้วแต่ธุรกิจนั้นๆ

- ตอนซื้อแมนซิตี้ เรียกนามสกุล Shinawatra ไม่ได้ เลยเรียกทักษิณว่า Frank Sinatra ทำให้ทักษิณมีชื่อฝรั่ง 2 ชื่อ คือ โทนี่กับแฟรงก์ 5555555



- ประสิทธิภาพการผลิตของจีนสูงมาก + สามารถทำโมลครั้งละมากๆ ได้ เปลี่ยนได้บ่อยและทำได้เร็ว ทำให้ต้นทุนต่ำมาก ทำให้ขายได้ถูก ดังนั้น เราสู้และแข่งเรื่องอุตสาหกรรมต่ออุตสาหกรรมไม่ได้ ต้องมาแข่งเรื่อง creativity แทน



- ตัวใหญ่ๆ จากเมืองนอกเข้ามากินเมืองไทย ตัวใหญ่ๆ จากกรุงเทพเข้ามากินชนบท เป็นปกติของทุนนิยม แต่รัฐต้องเข้ามาสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน รัฐต้องทำนโยบาย protectionism ต้องให้ความสำคัญกับเวทีต่างประเทศ ต้องคุย ต้องแลกเปลี่ยน ต้องต่อรอง ไม่ต่อรองก็อยู่ไม่ได้ เวลาเจรจากับประเทศใหญ่ ต้องตอดเล็กตอดหน่อย จะไปโลภเอาหมดไม่ได้ เพราะถ้าตอดทีละน้อย ประเทศใหญ่ๆ จะรู้สึกว่าไม่เสียอะไร แต่เราได้ และอยู่ในโลก Globalization โลกาภิวัฒน์ ในฐานะ “รัฐ” ต้องกำกับดูแล และคอยเจรจาในเวทีโลก



- เอานักยุทธศาสตร์มาก่อนนักกฎหมาย เพื่อวางระบบกฎหมายให้เอื้อคนตัวเล็กตัวน้อย วางระบบภาษีอย่างมียุทธศาสตร์ และให้คนไทยแข่งขันได้ อย่างจีนมีตลาดใหญ่ ส่วนไทยตลาดไม่เล็กไม่น้อย ถ้าจับมือกับอาเซียนได้ ก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น ดังนั้น ต้องใช้เกมการเมืองระหว่างประเทศมาช่วย ไม่งั้นก็ไม่มีทางสู้ประเทศใหญ่ได้



- เอาโลกทั้งใบมาเป็นตลาดได้มั้ย ควรศึกษาเรื่องการเขียน software ตั้งแต่ ป.5-6 วันนี้เราอ่อน เราส่งเสริมให้คนเรียนเพื่อเอาปริญญา ต้องส่งเสริมให้คนเรียนสาย science, data analytic (เอาพฤติกรรมของมนุษย์มาวิเคราะห์) จะทำให้เราเข้าใจมนุษย์ แล้วเอามาทำธุรกิจต่อได้



- คนไทยมี creativity แต่วิทยาศาสตร์อ่อน ดังนั้น ก็ทำเรื่องเก่าแต่ใช้ technology เช่น เรื่องการเกษตร แล้วเอา technology มาจับ ซึ่งต้องคิดให้แตกต่าง อย่าไปคิดให้เหมือน



- บรรยากาศของความคึกคักทางเศรษฐกิจในไทยไม่ดีพอ ไม่เอื้อต่อการทำมาค้าขาย จุดแข็งของเราเริ่มหาย แต่จุดแข็งที่เรายังมี คือ creativity แต่ปัญหาคือจะทำยังไงให้เป็น Global taste อีกเรื่องที่แข็งคือ การเกษตร แต่ต้องเอามาจับกับ technology เช่น จะมี robot ไว้ประจำการเกษตรที่หมู่บ้านไหม ดังนั้น เราชำนาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้นให้เก่งไปเลย



- Start up คือธุรกิจใหม่กับแนวคิดใหม่ รัฐต้องส่งเสริม start up อย่าให้ทุนต่างชาติเข้ามากินทุนในประเทศ รัฐต้องส่งเสริมกองทุนผู้ประกอบการให้ทางมหาวิทยาลัย กระตุ้นให้นักศึกษา อาจารย์ มหาวิทยาลัย เค้นไอเดียออกมา สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยทำ “กองทุนตั้งตัวได้”



- ตอนเป็นนายก ทักษิณเอาคนรุ่นใหม่ ที่จบใหม่ๆ มานั่งหลังห้องประชุม ครม. เอามาคุยกับนายก ต้องฟังเขา ต้องแชร์ไอเดียกับเขา และย้ำว่าผมมันเป็นคนสมัยใหม่



- organization culture จะถูกสร้างที่ผู้นำองค์กร เพราะผู้นำจะเป็นแบบอย่าง การเปลี่ยน culture บางทีต้องเอา outsider ที่เป็น strong leadership เข้ามา แต่สำหรับทักษิณ ต้องขยัน เรียนรู้จากลูกน้อง เรียนรู้จากเด็กๆ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยกัน การทำงานด้วยกัน “ผู้นำต้องเป็นตัวอย่าง”



Lifelong learning ผู้บริหารจำเป็นต้องอัพเดตตัวเอง ให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไป



- Put the right man in the right job สำคัญมาก คนไหนทำงานเก่ง ก็ดึงให้สูงขึ้น ต้องดูว่าลูกน้องคนนี้ทำอะไรให้บริษัทได้บ้าง แล้วใช้เขาไปทำงานให้ตรงจุด



- ลงทุนใน health technology เพราะเป็นธุรกิจโลกอนาคต ทุกคนค้องดูแลสุขภาพ เลยมาจับธุรกิจ DNA nudge และยังมองว่า technology ด้านการสื่อสารก็น่าสนใจ สิ่งที่จะมา disrupt ในอนาคต คือ Global internet หรือ Free-WiFi ทั้งโลก และยังมีเรื่อง quantum computing



- 5G กำลังมา และใช้กับ internet of things ถ้าจะมาทำธุรกิจคอม ซื้อมาขายไปแบบตนสมัยก่อน น่าจะลำบาก ต้องดูว่าโลกเปลี่ยนไป ต้อง project ไปข้างหน้าให้ทันกับ technology ด้วย เช่น ลองจับเรื่องโดรน เรื่อง AI แทนจะไปจับเรื่องคอม



- ภาครัฐไม่เคยนำเอกชน เรามีนักกฎหมายเยอะ แล้วดันใช้กฎหมายมาเป็นอุปสรรคการทำมาหากินของประชาชน แล้ววันนี้โลกมันเปลี่ยนไปเร็ว เรายิ่งตามโลกไม่ทัน



- แม้จะมีเรื่อง generation gap และปัญหาที่ว่าคนมีอำนาจจะคิดแบบ analog ส่วนคนไม่มีอำนาจจะคิดแบบ digital แต่คนรุ่นไหนก็ช่าง แต่อยู่ที่ mindset ว่าจะเข้าใจไหม ต้องยอมรับว่ายุคสมัยมันเปลี่ยน เป็นยุคสมัยของเด็กๆ ที่เข้าใจโลกที่กำลังเดินไป ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องฟังเด็ก ว่าพวกเขาคิดยังไง จะทำให้ผู้ใหญ่อัพเดตตัวเราเอง



- หนังสือ Artificial Intelligence (AI) ของ Harvard เอา Intelligence มาทำ artificial ทำซ้ำๆ จนรู้ว่าเราคิดอะไร เหมือนเราทำความเข้าใจคอม



- ความเสี่ยงของ SMEs ส่วนใหญ่มักความเสี่ยงสูง bank ก็ไม่กล้าปล่อย ดังนั้น ให้ soft loan อย่างเดียวไม่พอ รัฐต้องค้ำประกันความเสี่ยงให้ SMEs เพิ่มขึ้น bank ถึงจะกล้าปล่อยกู้ให้ SMEs มากขึ้น แก้ปัญหา soft loan ติดคอขวด ถ้าจะให้เศรษฐกิจมันเดิน รัฐก็ต้องกล้าเสี่ยง กล้า share ความเสี่ยงของ SMEs จาก bank



- ต้องสร้าง confidence ให้เกิดขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ ถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ตลอดเวลาที่เป็นรัฐบาล ทักษิณไม่เคยกู้เงินจากต่างประเทศ แล้วยังสามารถใช้หนี้ IMF ได้ก่อนกำหนด นี่คือการสร้าง confidence และ trust หลังเศรษฐกิจตกต่ำช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 และต้อง encourage ให้คนมีกำลังซื้อให้ได้ ต้อง aggressive ต้องกล้า



- Trend บ้านเป็นหลังจะขายดี ส่วนคอนโดจะขายไม่ค่อยดี เพราะ คนไทยเริ่มคิดว่าคอนโดใช้สำหรับมาทำงานแล้วอยู่ใกล้ ไม่ appreciate คอนโดแล้ว ดังนั้น ควรลงทุนสร้างบ้านมากกว่าคอนโด และที่สำคัญสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ Location location location !



- ยุคโควิดทั้งโลกแย่หมด แต่ไทยแย่เป็นพิเศษ แล้วต้องมาคิดว่า After COVID สิ่งที่เราทำจะรอดไหม จะดีขึ้นไหม จะปรับอะไรให้ดีขึ้นได้บ้างไหม สุดท้ายจะวกกลับมาที่ไอเดียการทำธุรกิจ และ business model ที่ถูกต้อง อย่าใช้ความเคยชิน ความติดยึด attachment อันไหนดีจะปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไร อันไหนแย่จะแก้ไขอย่างไร ใช้โอกาสนี้ในการทบทวนตัวเอง



สำคัญที่สุด คือ รัฐต้องเปิดประเทศ เปิดเศรษฐกิจ ไม่งั้นเดินต่อไม่ได้



- จะแก้ปัญหาคนต่อคิวลงทะเบียนเราชนะ หรือปัญหาจากแอพเราชนะ จะแก้ได้ต้องเป็น E-government ที่สมบูรณ์แบบ ข้อมูลเกี่ยวกับประชาชน เกษตรกร ต้องมีครบ ดังนั้น พอเกิดปัญหาก็ดูว่าเข้าเกณฑ์ไหม แล้วโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงเลย ไม่ต้องให้ประชาชนมาต่อคิวเลย



- รัฐต้องเอา technology เข้ามาช่วยเกษตรกร และรัฐต้องมาช่วยเรื่องตลาดกับเกษตรกร ต้องมีเจ้าภาพ ว่าจะขายยังไง ระบายยังไง ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาดไม่ได้ แล้วเอาโลกทั้งใบมาเป็นตลาดให้สินค้าการเกษตร และต้องทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเกษตรด้วย



คนอะไรจะตอบคำถามสดได้ทุกเรื่อง มีวิสัยทัศน์ที่ดีได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องการทำธุรกิจ SMEs เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์สมัยใหม่ AI digital revolution crowd funding venture capital เรื่อยไปจนถึงเซิร์ฟสเก็ต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม