เร่งสอบปมตำรวจใช้ปืนจ่อหัวตรวจค้นฉกเงินกว่า 3 พันบาท

19 ก.พ. 67

ผกก.เร่งสอบสวน ปมตำรวจใช้ปืนจ่อหัวตรวจค้น ก่อนที่เงินผู้เสียหายจะหายไป 3,500 บาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีที่ นายวีรชาติ พัฒเกตุ หรือ แป๊ะ อายุ 32 ปี ร้องผู้สื่อข่าวว่าตนเองมีเรื่องอยากร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวหลังถูกชายฉกรรจ์ 3 คนบุกเข้ามาใช้ปืนจ่อหัวและขอตรวจค้นภายในรถเพื่อหาสิ่งผิดกฎหมาย แต่ไม่พบ หลังจากตรวจค้นเสร็จเงินในกระเป๋ากางเกงได้หายไป 3,500 บาท จากนั้นตนเองได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.หนองแค เรื่องผ่านมาจน 2 เดือนกว่า แต่คดีไม่คืบหน้า จึงอยากร้องร้องสื่อให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ด้วย

โดยนายวีรชาติ ได้ลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ขณะที่ตนเองได้ขับรถกระบะมาจอดอยู่บนถนนภายในซอยสุขาวดี ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี เพื่อที่จะมาหาเพื่อนและสอบถามหาซื้อถ่านหุงต้ม เพื่อที่จะนำไปขายต่อ จากนั้นได้มีรถกระบะสีดำเข้ามาจอดที่ท้ายรถ โดยมีชายฉกรรจ์ 3 คนลงมาจากรถและชักปืนออกมาจ่อที่ตนเอง และบังคับให้ลงรถ ซึ่งตนเองก็ตกใจว่าใครมาทำอะไร ตนเองก็สงสัยว่าเป็นตำรวจหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่มีการแสดงบัตรอะไรมาให้รู้ โดยพูดบังคับให้ลงจากรถมา ถ้าไม่ลงมาจะยิง

โดยชายทั้ง 3 คนแต่งกายด้วยเสื้อลายสก็อต กางเกงขายาว โชคดีที่มีชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นได้ออกมาบอกว่าไม่ให้ชักปืนออกมาและบอกกล่าวห้ามปราม ซึ่งชายทั้ง 3 คนได้ค้นภายในรถ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ จากนั้นได้มาค้นตัวของตนเอง ตนเองจึงได้ถอดกางเกงออกให้ค้นตรวจสอบ เพื่อที่ตนเองจะได้ดูชายที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกยัดยาและเมื่อตรวจค้นภายในกางเกงเสร็จ ตนเองก็เอากางเกงมาใส่ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบดู และเมื่อตรวจสอบดูพบว่าเงินที่อยู่ภายในกระเป๋ากางเกงได้หายไปจำนวน 3,500 บาท 

ซึ่งตนเองได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สภ.หนองแค ในวันที่เกิดเหตุซึ่งตนก็พยายามสองภามไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.หนองแค ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ซึ่งตนเองก็เพิ่งมาทราบว่าชายฉกรรจ์ 3 คนนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองแคจริง ซึ่งตนเองกลัวว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรู้และช่วยเหลือกันทางด้านคดี โดยทำให้สำนวนอ่อนลง และเกรงว่าตนเองจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและคดีก็ไม่มีความคืบหน้า โทรไปหาร้อยเวรก็ได้รับคำตอบว่ามีงานเยอะ ตนเองก็ทุกข์ใจเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งได้

นายวีรชาติกล่าวเสริมว่าจากเหตุการณ์ในวันนั้น ถ้าเกิดปืนลั่นใส่ตนเองแล้วทำให้ตนเองเสียชีวิต ลูกของตน 3 คนแ ละเมียของตนการดำรงชีวิตก็น่าจะลำบาก โดยขาดเสาหลักของครอบครัวไป ตนคิดว่าเรื่องนี้ตนเองน่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ออกมาร้องสื่อให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้ โดยตนเองจะดำเนินการให้ถึงที่สุดโดยจะไม่มีการยอมความใดๆทั้งสิ้น

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.อ.สุรเชษฐ แสนวงศ์สิริ ผกก.สภ.หนองแค จ.สระบุรี ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นตนเองได้รับแจ้งเบื้องจากพนักงานสอบสวนต้นตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม และได้สั่งให้ทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งมีการให้การขัดแย้งระหว่างตำรวจและผู้ที่ถูกตรวจค้น และบางส่วนก็เหมือนกัน ซึ่งพยานก็ให้การไม่เหมือนกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนเรื่องเงินที่ผู้เสียหายแจ้งว่าเงินหายไป 3,500 บาทนั้น ทางผู้เสียหายอาจจะไม่ได้หายไปจริง หรือตำรวจไม่ได้เอาไป ซึ่งอาจจะใช้จ่ายไปเองแล้วหลงลืม ซึ่งข้อนี้ไม่ติดใจ แต่มาติดใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีการชักปืนขึ้นข่มขู่ ซึ่งได้ดำเนินการตรวจสอบอยู่ในเบื้องต้นชายทั้ง 3 คน ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแคจริง 2 นาย ส่วนอีกคนเป็นอาสาตำรวจ ซึ่งขึ้นบัญชีไว้ว่าเป็นคนช่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นเขียนคำชี้แจงมาส่วนมีผู้เกี่ยวข้อง ตนเองก็จะโยกออกมาเพื่อที่จะทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

ซึ่งถ้าพิสูจน์ทราบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะต้องมีการลงโทษ ส่วนเรื่องที่คดีมีความล่าช้านั้น ตนเองยอมรับว่ามีความล่าช้าจริงๆ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนเองรับทราบว่าเรื่องได้ส่งมายังรอง ผกก.เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ดำเนินการอยู่

ส่วนเรื่องที่ผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ตนเองจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่มีการเข้าข้างใคร เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับประชาชน ซึ่งถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยการข่มขู่สมัยนี้มันไม่มีการกระทำแบบนี้อีกแล้ว ถ้าตรวจสอบแล้วว่าเจ้าหน้าท่ำกระทำความผิด ก็จะต้องดูกำหนดบทลงโทษถ้ าเข้าข่ายรังแกประชาชน อาจจะต้องผิดวินัยร้ายแรง โทษอาจถึงไล่ออกได้เลย.

advertisement

advertisement

คุณอาจสนใจข่าวนี้

ข่าวยอดนิยม

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส