
วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) ที่เพจสายไหมต้องรอด ถ.วัดเกาะ เขตสายไหม นายณัฐชา ชิวปรีชา อายุ 35 ปี พนักงานการไฟฟ้า มาร้องเรียน กับสายไหมต้องรอด หลังจากไปทำหน้าที่ตัดไฟที่บ้านของลูกบ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากค้างจ่ายค่าไฟเกินระยะเวลาที่กำหนด แต่กลับถูกทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ แต่กลับไม่ได้รับคำขอโทษและแจ้งความไปแล้วคดีผ่านไป 2 เดือนไม่คืบหน้า
นายณัฐชา กล่าวว่า เหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม เวลาประมาณ 11 โมง ตนไปตัดไฟที่บ้านหลังนี้ เนื่องจากว่าบ้านหลังนี้ค้างค่าไฟ เกินระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งก่อนตัดก็ได้มีการเรียกเจ้าของบ้านอะไรเรียบร้อยหมดแล้ว แต่ว่าไม่มีใครตอบ ตนเลยตัดไฟตามหน้าที่ แต่เมื่อตัดไฟแล้วพบว่าเจ้าของบ้านเปิดประตูบ้านออกมาแล้วถามว่า “สามารถต่อไฟให้ได้หรือไม่เพราะเดี๋ยวจะออกไปจ่ายค่าไฟเลย” ซึ่งตนก็แจ้งทางกระบวนการว่ามันไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะว่าต้องทำขั้นตอน ถ้าหากไปจ่ายเงินแล้วระบบสามารถให้ต่อไฟได้ ตนถึงจะสามารถทำได้
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านจะไม่พอใจ ก็เลย ตรงปรี่เข้มมาทำร้ายร่างกาย ด้วยการต่อยหน้า พร้อมกับพูดว่า “ให้รอหน่อยก็ไม่ได้” ตรงจึงได้พยายามยกมือขึ้นมาป้องใบหน้าของตัวเองเอาไว้แต่ว่าอีกฝ่ายได้ใช้ท่อนเหล็กขนาดใหญ่ ฟาดเข้าที่แขนซ้าย ทำให้เลือดอาบ ตนจึงได้รีบวิ่งไปหลบหลักเสา แล้วโทรแจ้งทางบริษัทว่า เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้อีกฝ่ายเข้าบ้านไป หลังจากนั้น ตนก็ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล เนื่องจากว่า ถูกเย็บแขนที่ข้อศอก 7 เข็ม ก่อนที่จะไปแจ้งความที่ สภ.กระทุ่มแบน
โดยหลังจากที่เกิดเหตุตนก็ทราบภายหลังว่าบ้านหลังนี้มีพฤติกรรมที่ มักจะชอบข่มขู่พนักงานที่จะไปตัดไฟอยู่เป็นประจำ ซึ่งตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเพราะว่าปกติทำงานอีกที่นึง แต่ว่าในวันเกิดเหตุตนเข้ามาในพื้นที่นี้พอดี ก็เลยได้ไปทำครั้งแรก จึงไม่ทราบมาก่อน
ยอมรับว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้ใช้ชีวิตลำบากมาก เจ็บบริเวณแผล และแม้ว่าจะผ่านไป 2 เดือนแล้ว ทุกครั้งที่ตนต้องไปปฎิบัติหน้าที่ ก็มักจะระแวงอยู่บ่อยครั้ง จึงอยากให้ ตำรวจได้เรียกคนก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะว่าหลังจากที่เกิดเหตุ ได้เจอคู่กรณีเพียงแค่หนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับคำขอโทษ แถมอีกฝ่ายก็บอกว่า เราไปหาเรื่องก่อน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
นายเอกภาพ เหลืองประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์นี้ได้ประสานไปยังผู้กำกับ สภ.กระทุ่มแบน เพื่อให้ติดตามความคืบหน้าของคดีแล้ว เนื่องจากผ่านแล้ว 2 เดือน แต่ทางตำรวจยังไม่ได้โทรให้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันเลย จึงมองว่าคดีนี้มีความล่าช้ามากเกินไป ประกอบกับอยากฝากบอกถึง การไฟฟ้านครหลวง การทำงานในลักษณะนี้ อยากให้เพิ่มงบประมาณพนักงานไปทำงานคนเดียวแบบนี้แล้วเกิดอันตราย ควรจะมีใครคอยเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือกันบ้าง อย่างน้อยก็ให้ไปเป็นคู่กันเพื่อป้องกันอันตรายที่มันเกิดขึ้นเนื่องจากกรณีแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงมองว่าควรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานมากกว่านี้
Advertisement