Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"มาดามเก่ง" ร่ำไห้สาบานกลางฝน! ขอโทษ "บิ๊กเต่า"

"มาดามเก่ง" ร่ำไห้สาบานกลางฝน! ขอโทษ "บิ๊กเต่า"

6 พ.ค. 69
16:18 น.
แชร์

"มาดามเก่ง" ร่ำไห้สาบานกลางฝน! ขอโทษ "บิ๊กเต่า" ยันไม่เคยรับเงิน-ไร้ข่มขู่ ท้า "โทน บางแค" ความจริงมีหนึ่งเดียว

วันที่ 6 พ.ค. 69 นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน 2568

โดย มาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว”ก่อนจะฝากบอกถึงนายโทนทองว่า ตนไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ส่วนไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนายโทนทอง มาดามเก่ง เล่าว่า ปี 65 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ 35 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อนายอรรณพ ล้วนพร ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับนายโทนทองเนื่องจากอ้างว่านายโทนทองมีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท

โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่านายโทนทองเป็นคนดี หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทองก็มาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน ต่อมานายโทนทองก็นำเงินไปทำธุรกิจและอ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้อง จึงทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่าไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่ก็พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท

แต่นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ต่อมาในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทองรู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทนทองเป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางเป็น ป๋องสุพรรณ ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการ ซึ่งการเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว

ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เมษายนกลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่ สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่ สน. พหลโยธิน มีการแจ้งความตน , บิ๊กเต่า โดยรวมทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์

ส่วนอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้น work from home มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมาย แต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนเพิ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ได้สืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าเป็นการยืมมือตำรวจ เพราะ มาดามเก่ง ถูกฉ้อโกง ส่วน จะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่ง เดิมทีตั้งแต่ปี 65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมาก น้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืน แต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน พร้อมทิ้งท้ายหากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”

ด้านนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ในฐานะเซียนพระ บอกว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เมษายน จึงทำให้ไม่ถูกแจ้งความ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมที่คู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและนายโทนทองเท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ อั๋น โอกิ และอื่นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

Advertisement

แชร์
"มาดามเก่ง" ร่ำไห้สาบานกลางฝน! ขอโทษ "บิ๊กเต่า"