
การเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบันสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคค่อนข้างมากเนื่องจากมีเทคโนโลยีขับเคลื่อนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ลูกผสมที่ใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งมีการใช้ชื่อเรียกเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการทำงานของระบบ ยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน การทำความเข้าใจโครงสร้างและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็น การเลือกซื้อรถยนต์ที่ไม่ตรงกับลักษณะการใช้งานจริงอาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็น บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของระบบไฮบริดทั้ง 4 ประเภทที่มีจำหน่ายในประเทศไทยพร้อมตัวอย่างรถยนต์รุ่นเด่นเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกซื้อให้คุ้มค่าที่สุด
ระบบนี้มีชื่อเรียกเต็มว่า Mild Hybrid เป็นระบบไฮบริดเริ่มต้นที่มีขนาดเล็กที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุด การทำงานของระบบนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์เพียงอย่างเดียวได้เลย เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้ามีขนาดเล็กเกินกว่าจะหมุนล้อเพื่อเคลื่อนตัวรถ หน้าที่หลักของมอเตอร์และแบตเตอรี่ในระบบนี้คือการช่วยแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์สันดาปภายในในบางจังหวะ เช่น การช่วยออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง การจ่ายไฟให้กับระบบแอร์และระบบไฟฟ้าในตัวรถขณะที่เครื่องยนต์ดับลงชั่วคราวเมื่อรถจอดติดไฟแดง เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยไอเสีย ในประเทศไทยจะพบระบบนี้ได้บ่อยในรถยนต์แบรนด์ยุโรปและรถยนต์กลุ่มอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ระบบนี้ เช่น Volvo XC40 Mild Hybrid ราคา 1,990,000 บาท และ Mazda CX-30 บางรุ่นย่อย ราคา 900,000 ถึง 1,200,000 บาท
ระบบขับเคลื่อนนี้เป็นเทคโนโลยีลูกผสมยุคแรกที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนานและมีความเสถียรในการใช้งานสูงมาก การทำงานหลักจะใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีแบตเตอรี่ทำหน้าที่เก็บประจุไฟที่ได้จากการปั่นไฟของเครื่องยนต์และแรงหน่วงในขณะลดความเร็ว รถยนต์ประเภทนี้ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอก แต่อาศัยการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงตามปกติ ระบบคอมพิวเตอร์ของตัวรถจะทำหน้าที่คำนวณและสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าให้โดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมของความเร็ว โดยสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ในความเร็วต่ำ ถือเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ระบบนี้ เช่น Toyota Yaris Cross e-Smart Hybrid ราคา 789,000 บาท และ Honda Civic e:HEV EL+ ราคา 1,099,000 บาท
ระบบนี้เป็นการยกระดับมาจากระบบไฮบริดดั้งเดิมโดยการเพิ่มขนาดของแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้นและติดตั้งช่องชาร์จไฟภายนอกเพิ่มเข้ามา จุดเด่นคือผู้ขับขี่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากบ้านหรือสถานีชาร์จสาธารณะเพื่อวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ในระยะทางที่กำหนด หากแบตเตอรี่หมดลงระบบจะตัดการทำงานกลับไปเป็นระบบไฮบริดปกติที่ใช้เครื่องยนต์และน้ำมันในการขับเคลื่อนต่อไป ทำให้ไม่มีความกังวลเรื่องระยะทางในการเดินทางไกล เป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับผู้ที่ต้องการความแรงและการประหยัดพลังงานในคันเดียวกัน ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ระบบนี้ เช่น BYD Sealion 6 DM-i ราคา 939,900 บาท และ Mitsubishi Outlander PHEV ราคา 1,640,000 บาท
ระบบขับเคลื่อนรูปแบบนี้ใช้หลักการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักตลอดเวลาเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ แต่มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในเพิ่มเข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าส่งไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่หรือส่งตรงไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น โดยเครื่องยนต์จะไม่ได้เชื่อมต่อเชิงกลกับระบบส่งกำลังไปยังล้อเลย ตัวรถรองรับทั้งการเสียบปลั๊กชาร์จไฟและการเติมน้ำมันเพื่อปั่นไฟ ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังสร้างความคึกคักอย่างมากในตลาดประเทศไทย ปัจจุบันมีการเปิดตัวและวางจำหน่ายรถยนต์ซีรีส์นี้อย่างเป็นทางการในรูปแบบรถยนต์ประกอบในประเทศ ตัวอย่างรถยนต์ที่ใช้ระบบนี้ เช่น DEEPAL S05 REEV Plus ราคา 919,000 บาท และ DEEPAL S05 REEV Max ราคา 969,000 บาท
การเลือกซื้อรถยนต์ให้คุ้มค่าเงินในกระเป๋ามากที่สุดจำเป็นต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการขับขี่และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเป็นหลัก สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่ราคาจับต้องง่าย บำรุงรักษาไม่ต่างจากรถน้ำมันเดิม แต่ได้ความนุ่มนวลและประหยัดขึ้นเล็กน้อย ระบบ MHEV จะเหมาะสมที่สุด ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ตามคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักที่ไม่มีพื้นที่ติดตั้งตู้ชาร์จไฟ ระบบ HEV จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดเนื่องจากให้ความสะดวกในการใช้งานเหมือนรถยนต์น้ำมันทั่วไปแต่ประหยัดน้ำมันมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้งานในเมือง ขณะที่ผู้มีบ้านพักส่วนตัวสามารถชาร์จไฟข้ามคืนได้และมีระยะการเดินทางไปกลับไม่เกินวันละ 60 กิโลเมตร ระบบ PHEV จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุดจนแทบไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน และสุดท้ายสำหรับผู้ที่ต้องการอารมณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเดินทางไกลบ่อยและไม่อยากเสียเวลาคอยสถานีชาร์จ ระบบ REEV จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความอุ่นใจได้ดีที่สุด
เทคโนโลยีขับเคลื่อนทั้ง 4 รูปแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามลักษณะวิศวกรรมโครงสร้างยานยนต์ การตัดสินใจเลือกซื้อจึงไม่ควรดูเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกหรือราคาขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนวณต้นทุนค่าพลังงานรวมถึงค่าบำรุงรักษาในระยะยาวร่วมด้วย เพื่อให้ได้รถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสมราคาเงินที่จ่ายไป