
วันที่ 18 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.หญิง พิฐขญาณ์ จิรัญญ์โรจน์ ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ นายแพทย์ชยพล สุขโต รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นายกฤษฎิ์ พูนเกษม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันแถลงปิดศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล เหตุการณ์เครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หลังดำเนินการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ และประสานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจนมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้การดำเนินงานด้านพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต สามารถยืนยันอัตลักษณ์ และส่งร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 30 รายให้กับทางญาติครบถ้วนแล้ว โดยทางจังหวัดให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้สูญเสียอย่างดีที่สุด โดยได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเร่งช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ การเยียวยาชดเชย และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
สำหรับตัวเลขเงินเยียวยาจากอุบัติเหตุดังกล่าว ผู้เสียชีวิตจะได้รับเบื้องต้นรายละ 1,773,000 บาท แยกเป็นแหล่งที่มาของเงินช่วยเหลือ ดังนี้ เงินสงเคราะห์พระราชทาน 20,000 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทย 340,000 บาท กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกฯ 50,000 บาท กรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย 200,000 บาท มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ 10,000 บาท สำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 3,000 บาท และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 150,000 บาท ส่วนผู้บาดเจ็บได้รับเงินช่วยในเบื้องต้นรายละ 50,000 บาท
ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการซ่อมแซมรางรถไฟในพื้นที่เกิดเหตุว่า ขณะนี้ได้ประสานงานกับทางบริษัทผู้รับเหมาในการรื้อโครงการสร้างเครนที่พังถล่มลงมาออกจากพื้นที่ เบื้องต้นคาดว่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 7 วันในการรื้อย้าย และเมื่อพื้นที่มีความปลอดภัยแล้ว เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ จะเข้าซ่อมแซมรางรถไฟที่ได้รับความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 ชั่วโมง จากนั้นก็จะสามารถเปิดทางเดินรถไฟได้ตามปกติ
ทั้งนี้ การปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ ถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจหลักด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามการดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ รวมถึงการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
Advertisement