
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เปิดหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอ ที่บันทึกเหตุการณ์เอาไว้หลายช่วง แต่ที่สำคัญและชี้พฤติกรรมการติดสินบนคือ การตรวจนับ ตรวจสอบทองคำแท่งและนาทีส่งมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช.
นาทีที่มีการตรวจสอบ ตรวจนับทองคำแท่ง อยู่ภายในรถยนต์ ก่อนที่จะหิ้วถุงบรรจุทองคำแท่ง ลงไปส่งให้กับรถยนต์สีดำ คันหนึ่ง ซึ่งขับสวนทางมาจอดรับเอาไป
ซึ่งชายในภาพ ผู้ที่ตรวจนับและนำส่ง ทองคำแท่ง คือพันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจคนสนิทของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล และเป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้กับคณะทำงานของพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชากาตรำวจสอบสวนกลาง
คลิปหลักฐานที่ถูกเปิดเผยในวันนี้ นอกจากภาพเหตุการณ์ต่างๆ ยังมีคลิปเสียงสนทนา เนื้อหาเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองสำนวนคดีพนันออนไลน์ ที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวก ตกเป็นผู้ต้องหาและสำนวนอยุ๋ในชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช. ด้วย
พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คดีนี้ พันตำรวจเอก ภาคภูมิ ได้นำ คลิปวิดีโอคลิปเสียง การให้สินบนกับองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งมามอบให้ สิ่งที่พิสูจน์ได้จากกระบวนการสอบสวน คือ ทองคำน้ำหนัก 246 บาท ที่ชุดสืบสวนได้สอบถามกับร้านทอง และผู้ขายยืนยันว่าได้จำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาจริง เนื่องจากทองคำดังกล่าวมีลักษณะพิเศษ ทำให้ผู้ค้าจำได้ประกอบกับมีการออกใบเสร็จ พบผู้ซื้อทองมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาโดยมีพยานบุคคลและพยานแวดล้อมให้ข้อมูลที่ชัดเจนอีกหลายปาก ทองคำดังกล่าวถูกนำไปส่งมอบให้ตัวแทนองค์กรอิสระจริง
จากข้อสังเกตจะเห็นว่าคดีส่วนใหญ่ของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ถูกส่งต่อไปที่ป.ป.ช. เป็นจำนวนมาก และยังไม่มีความคืบหน้า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถตอบได้ว่าเกิดเพราะอะไร แต่หลังจากสืบสวนสอบสวนทำให้ทราบว่า มีหนึ่งในกรรมการองค์กรอิสระ รับสินบน และ ไม่ว่าฝั่งผู้ถูกกล่าวหาจะให้การอย่างไร แต่ทุกอย่างควรต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ เปิดเผยด้วยว่า คดีนี้เป็นคดีที่ตั้งแต่เราสืบสวนมา มันเป็นเรื่องที่สะเทือนความยุติธรรมขององค์กรต่างๆ อย่างมาก ทั้งศาลฯ , อัยการ , ป.ป.ช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่บิ๊กโจ๊กเข้าไปเกี่ยวข้อง เหตุที่เกิดขึ้นมา มันทำให้กระบวนการยุติธรรมมันสั่นคลอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังดำเนินการ เราดำเนินการตามพยานหลักฐาน ซึ่งคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คดีนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่การที่พยานกล้าสู้ ความจริง แล้วเอาพยานหลักฐานมามอบให้ และพยานหลักฐานนั้น มันยังไปเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเรายังไม่ยืนยันว่ามันจะไปถึงไหนอย่างไร ยืนยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะสืบสวนทุกเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น เพื่อดำเนินการทุกเรื่อง จึงขอให้กำลังใจทุกหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ว่าพวกเราในฐานะตำรวจหรือผู้ที่ดำเนินการตามกฎหมาย ขอให้กำลังใจทุกหน่วยงาน เพราะเชื่อว่าทุกหน่วยงานมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มันมีปัจเจกคนที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการ เพราะฉะนั้นตนเองยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อถามว่าคดีนี้ถือว่าน็อกบิ๊กโจ๊ก ได้เลยหรือไม่ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ระบุว่า เราอย่าไปพูดว่าจะน็อกหรือไม่ แต่เราทำหน้าที่ไปทำหน้าที่ของเรา ที่เราได้ข้อมูลมา การจะตัดสินว่าถูกไม่ถูก ผิดหรือไม่ผิดเป็นเรื่องของศาล เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว และเราจะทำพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมยืนยันว่าพวกเราไม่มีสาเหตุโกรธเคือง บางครั้งอาจจะพูดอะไรรุนแรงไปบ้าง แต่เราเองก็รักองค์กรตัวเอง เขามาทำลายองค์กรหรือมาทำให้เสื่อมเสีย เราก็ต้องตอบโต้ตามที่เราตอบโต้ได้ แต่เรื่องจิตใจจริง เรายังเป็นพี่เป็นน้องกัน เราไม่ได้คิดอะไรเลย แต่เมื่อวันนึงมันเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว เราไม่ทำหน้าที่ เราปล่อยเรื่องนี้ให้มันบานปลาย ลุกลามไปถึง ป.ป.ช. ไปถึงอัยการ ไปถึงศาล ซึ่งแผนประทุษกรรมของเขา เขาชอบเก็บหลักฐาน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราต้องมานั่งคิดและมาทำงานต่อ
“ขอยืนยันคดีนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ยังเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นเจ้าหน้าที่ที่เราเคารพและเราทำงานร่วมกัน เราทำงานร่วมกันมาตลอด ได้ความร่วมมือในการทำงานในเชิงรุกและเรื่องสำนวน ไม่มีใครเดินออกนอกเกม เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ของ ป.ป.ช. ก็ได้ให้กำลังใจ ให้ทำอย่างตรงไปตรงมา เขาก็ต้องการปัดกวาดบ้านตัวเอง ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากการส่งสำนวนไปแล้ว เชื่อว่าเขากำลังไต่สวนและพิจารณาคดีอยู่ พร้อมหาหลัฐานเชื่อมโยง คดีนี้จะตกมาสู่มือตำรวจ หรือจะอยู่ในมือ ป.ป.ช. ได้หมด เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำไปทำด้วยความชอบธรรมแล้ว” พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ในการแถลงข่าวมีการเปิดคลิปเสียงสนทนาระหว่างบุคคลมีเนื้อหาพูดคุยเกี่ยวกับการให้สิ่งของคล้ายกับการติดสินบนให้ช่วยคดีด้วยทองคำแท่งกว่า 200 บาท คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยในคลิปเสียงมีการพูดชื่อเล่นของนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่ง วางแผนการช่วยเหลือคดีและการส่งมอบทองคำ รวมถึงคลิปภาพขณะอดีตนายตำรวจคนสนิทของตำรวจยศใหญ่นำทองคำแท่ง ซึ่งเชื่อได้ว่าถูกใช้เป็นสินบนน้ำหนัก 246 บาท นำไปมอบให้เจ้าหน้าที่องค์การอิสระคนหนึ่ง โดยทั้ง 2 อย่างคือ หลักฐานบางส่วนที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงกรณีพิพาทระหว่าง องค์กร กับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
คดีนี้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 พันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย อดีตคนสนิทพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา รวม 6 คน คือ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ นายเอกวิทย์ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติ หรือ ป.ป.ช. รวมถึง ข้าราชการ 2 คน และ ประชาชนอีก 2 คน
จากกรณีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ต่อเนื่องวันที่ 1 กันยายน ปี 2567 พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ได้ให้นายสามารถ ส่งมอบทองคำแท่ง จำนวน 2 กล่อง รวมน้ำหนักทองคำ 246 บาททองคำ ให้กับ พันตำรวจเอกภาคภูมิ เพื่อให้นำทองคำแท่งดังกล่าวไปมอบให้กับนายเอกวิทย์เพื่อจูงใจให้นายเอกวิทย์ ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ที่ดูแลรับผิดชอบสำนวนคดีที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ กับพวกตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ช่วยเหลือทางคดีให้มีมติไม่ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัย โดยกำชับให้ พันตำรวจเอกภาคภูมิ บันทึกคลิปวิดีโอขณะส่งมอบทองคำเก็บไว้ด้วย เหตุเกิดที่ อาคารแห่งหนึ่งย่านรัชดาวัน ต่อเนื่อง ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้
ภายหลังจากที่นายเอกวิทย์ ได้รับมอบทองคำแท่งไปแล้ว ในห้วงเดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายน 2567 นายเอกวิทย์ ได้เรียกผู้ต้องหาในคดีไปชี้แจงข้อเท็จจริง ที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเร่งสอบกระบวนการสอบสวน และต่อมาคณะอนุกรรมการมีมติ ไม่ชี้มูล พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์
พนักงานสอบสวนจึงได้รับคำร้องทุกข์และดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และได้ทำการส่งสำนวนดังกล่าวยังสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568
โดยกล่าวหา นายเอกวิทย์ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ฯลฯ" และนายสุรสิทธิ์ฯ ในความผิดฐาน "สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน ฯลฯ"
ส่วนพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ฯ หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับพวกรวม 4 คน ในความผิดฐาน ร่วมกันให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่และร่วมกันเป็นผู้ให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
Advertisement