
จากกรณีดาราสาวไต้หวัน อันหยูชิง ออกมาแฉว่าถูกตำรวจไทยรีดไถเงินจำนวน 27,000 บาท ช่วงที่เดินทางมาเที่ยวในไทย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านตรวจ สน.ห้วยขวาง ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าดาราสาวไต้หวัน มีบุหรี่ไฟฟ้าในครอบครอง ล่าสุดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 มีคำสั่งที่ 26/2566 สั่งเด้ง 7 ตำรวจห้วยขวาง ยศ ร.ต.อ.-ส.ต.อ. ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วันที่ 31 ม.ค. 66 ที่ สำนักงานของผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้ถูกจัดให้เป็นสถานที่สอบสวนในคดีอาญา 84/2566 สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมาย ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนเชิญตัวตำรวจทั้ง 14 นาย มาสอบปากคำ และล่าสุดของวันนี้มีการเรียกตัวพยานบุคคลซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่และเป็นคนขับรถแกร็บรวมไปถึงพนักงานของสถานบันเทิงและโรงแรมต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันคนนี้ไปเข้าพักมาสอบปากคำเพื่อยืนยันในการเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญา

พลตำรวจตรีอัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ออกมาเปิดเผยว่า เมื่อคืนนี้ได้สอบปากคำตำรวจทั้ง 14 นายที่เกี่ยวข้องกับการตั้งด่านในวันเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 7 นาย ซึ่งกลุ่มแรกเป็นฝั่งกลุ่มริมถนนหน้าสถานทูตจีนจำนวน 7 นาย และอีกกลุ่มอยู่ฝั่งเกาะกลางถนนจำนวน 7 นาย

โดยกลุ่มที่เป็นประเด็นคือ กลุ่มที่อยู่ด้านหน้าสถานทูตจีน เนื่องจากใกล้ชิดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากที่สุด เบื้องต้นจากการสอบปากคำตำรวจทั้งหมดยังให้การ “ปฏิเสธ” แต่ยอมรับว่าได้ถ่ายรูปบุหรี่ไฟฟ้าของนักท่องเที่ยวจริงและไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา จากการพิจารณาล่าสุดได้ให้ตำรวจทั้ง 14 นาย หยุดการปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ 7 ใน 14 นายฝั่งสถานทูตจีนมาช่วยราชการที่ ศปก. พร้อมทั้งเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการสอบเค้นแบบพิเศษ
วันนี้ได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ คนขับแกร็บ คนขับแท็กซี่ และพนักงานในผับ ซึ่งทุกคนต้องเข้ามาสอบคำให้การ เพื่อยืนยันคำให้การเดิมที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ก่อนหน้านี้ด้วย


พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากภาคประชาชน หากมีกล้องหน้ารถหรือถาพกล้องวงจรปิดหรือเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น รวมไปถึงกลุ่มเพื่อนผู้เสียหาย สามารถติดต่อมาทางเฟซบุ๊กตนได้เลย เพราะจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบสำนวนแจ้งข้อหาในคดีอาญากับตำรวจทั้ง 7 นายได้
พลตำรวจตรีอัฏธพร ยืนยันว่า ขอให้ภาคสังคมมั่นใจในการทำงานของตำรวจว่าจะไม่มีการปกป้องคนทำผิด ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศและทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว รวมถึงยังทำให้องค์กรและประเทศชาติเสียหายอย่างเด็ดขาด และเพื่อให้สังคมสบายใจวันนี้ทางคณะกรรมการและพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ได้เปลี่ยนพนักงานสอบสวนทั้งหมด เป็นพนักงานสอบสวนที่น่าเชื่อถือ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับ สน.ห้วยขวาง มาทำคดีนี้

ด้าน นายอดิศักดิ์ คนขับแท็กซี่ที่ขับรถไปรับดาราสาวไต้หวันและกลุ่มเพื่อนหลังถูกตำรวจปล่อยตัวที่ด่านในวันเกิดเหตุ กล่าวว่าวันเกิดเหตุ ตนเองนั้นได้รับผู้โดยสาร 1 คน ผ่านมาที่ด่านของ สน.ห้วยขวาง จากนั้นตำรวจได้เรียกตรวจและให้ผู้โดยสารของตนเองลงจากรถ จากนั้นตำรวจบอกว่าเดี๋ยวตรวจนานไม่ต้องรอและปล่อยให้ตนเองขับรถไปต่อเพื่อออกจากด่าน

ระหว่างที่ตนกำลังขับออกจากด่าน มีตำรวจอีก 1 นาย ได้มาโบกหยุดรถตนเองไว้ จากนั้นกลุ่มของดาราสาวไต้หวันพร้อมเพื่อนอีก 3 คนขึ้นมาบนรถแทน โดยดาราสาวไต้หวันนั่งเบาะหลังติดกระจกหลังฝั่งซ้าย ชายสิงคโปร์พูดภาษาไทยได้นิดหน่อยนั่งกลาง และเพื่อนชายอีก 3 คน นั่งเบาะหลังฝั่งขวาและข้างคนขับ

ซึ่งขณะทั้งที่ทุกคนอยู่บนรถ ไม่ได้ส่งเสียงร้องโวยวายหรืออาละวาด อย่างที่คนขับแกร็บที่พากลุ่มนักท่องเที่ยวเข้าด่านให้การกับตำรวจ กลุ่มดาราสาวไต้หวันเพียงแต่นั่งพูดคุยกันในรถด้วยน้ำเสียงปกติเท่านั้น แต่ยอมรับว่าตนเองได้กลิ่นเหล้าเล็กน้อย จากเบาะหลังรถแต่ไม่ทราบว่ากลิ่นมาจากใคร และขณะอยู่บนรถกลุ่มดาราสาวไต้หวันก็ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้าและตนก็ไม่เห็นบุหรี่ไฟฟ้าบนรถ และเมื่อถึงที่หมายตนเองก็ยังเห็นดาราสาวไต้หวันเปิดประตูลงจากรถปกติ ไม่ได้ให้เพื่อนคอยประคองตัวหรือเดินเซแต่อย่างใด

ยืนยันสิ่งที่ตนเองพูดทั้งหมดเป็นเรื่องจริง และไม่ได้รับงานหรือตำรวจจ้างมาแน่นอน ตนเองเห็นอะไรก็พูดและให้การไปตามที่ตนเองเห็นทุกอย่าง ส่วนคนขับแกร็บที่บอกว่าดาราสาวไต้หวันเมาอาละวาดขัดแย้งกับคำให้การของตนเอง ตนเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเพราะให้การกับตำรวจไปหมดแล้วและพูดความจริง นายอดิศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ผมได้ให้นโยบายไปหมดแล้วว่า แม้กระทั่งพยานหรือผู้เสียหายต่าง ๆ หากอยู่ต่างประเทศแต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจเราก็ต้องเดินทางไป ซึ่งได้มุ่งไปที่พยานหรือคนที่มีการจ่ายเงินก่อนที่ทราบว่าอยู่ที่สิงคโปร์ โดยผมได้ให้นโยบายว่าต้องพยายามรีบหาความจริงให้ปรากฏให้เร็วที่สุด อะไรที่สามารถทำให้ได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจน เราก็ยินดีหมดรวมถึงการสอบพยานสาวไต้หวันด้วย
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของตำรวจค่อนข้างจะมีภาพลบ การสร้างภาพลักษณ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงการแต่งตั้งโยกย้าย หลังจากเข้าไปรับตำแหน่งใหม่แล้ว ก็คงจะมีการประชุมและกำชับอีกที มีมาตราการที่เข้มข้นขึ้น ควบคุมกำกับดูแลการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เอาให้จริงจังเราต้องโปร่งใสมากขึ้น
เราต้องพยายามใช้กล้องในการทำงานให้ได้เร็วที่สุด เพราะว่าตอนนี้เรามีกล้องอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว กล้องอาจจะไม่ครบแต่เราได้ของบประมาณเพิ่มเติมแล้ว เพื่อให้ซื้อกล้องในการทำงานให้ครบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น จะได้ไม่มีรอยโหว่ในการทำงาน อยากให้ความเชื่อมั่นว่าในเรื่องต่าง ๆ เราในฐานะผู้รักษากฎหมาย ถ้าเกิดตำรวจผู้รักษากฎหมายทำผิดก็ต้องลงโทษอย่างจริงจัง และก็ตำรวจดี ๆ ยังมีอีกเยอะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความบกพร่องอะไรไป ผมในฐานะหัวหน้าหน่วย ก็ต้องขอโทษผู้ที่ได้รับความเสียหายในเรื่องนี้ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ผบ.ตร. กล่าว

สำหรับความเคลื่อนไหวของดาราสาวไต้หวัน อันหยูชิง เธอได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว BBC ที่เธอประกาศว่าจะเป็น ครั้งสุดท้าย สำหรับประเด็นข่าวดังข้ามมหาสมุทรที่เป็นแผลใจที่เธออยากให้ผ่านพ้นไปเสียที โดยบางช่วงบางตอนของบทสัมภาษณ์เธอระบุว่า ถูกสื่อบางสำนักและตำรวจบิดเบือนข้อมูลจนทำให้หลายคนมองว่าเธอกำลังโกหก เรื่องมันเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 4 ม.ค. 66 ที่เธอได้ไปเที่ยวไนต์คลับกับเพื่อนหลายคน

หลังจากเที่ยวไนต์คลับแล้ว ฉันช่วยเพื่อนเรียกรถแท็กซี่ก่อน ซึ่งจากช่วงที่รอรถไปจนสิ้นสุดเหตุการณ์กับตำรวจใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง เรื่องเวลาที่แน่ชัดนั้นเธอไม่ขอแสดงความเห็น เพราะเวลานั้นเธอมีเพียงโทรศัพท์มือถือและไฟส่องสว่างบริเวณนั้นไม่มากนักทำให้กะเวลาไม่ได้ แต่คิดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาตี 1 ถึงตี 3 ของวันที่ 5 ม.ค. 66

ในวันที่เกิดเหตุ เราเจอด่านตำรวจ พอก้าวลงมาจากรถแล้วถูกตำรวจตรวจกระเป๋า เราพยายามขอให้เพื่อนบันทึกการกระทำของตำรวจแต่ถูกตำรวจเดินเข้ามาห้ามแล้วลบภาพและวิดีโอออกไป เพื่อนของฉันคนสิงคโปร์พอรู้ภาษาไทยเลยไปคุยกับตำรวจ ฉันอยู่ตรงนั้นตอลดแต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจภาษา เพื่อนฉันบอกว่าตำรวจต้องการเงิน 27,000 บาท แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ตำรวจนำบุหรี่ไฟฟ้ามายัดใส่มือเธอแล้วถ่ายรูป ก่อนจะเรียกแท็กซี่ให้

เธอยังยืนกรานว่า “ฉันรู้ตัวดีว่าไม่ได้เมา และแน่นอนว่า ฉันไม่มีบุหรี่ไฟฟ้าอยู่กับตัวเวลานั้น คนอื่นมีหรือเปล่าฉันไม่รู้…แล้วฉันก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้านั่นไม่ใช่ของฉัน เพราะตำรวจลบภาพและวิดีโอไปหมด” ก่อนที่ตำรวจจะปล่อยเธอและเพื่อนไปได้ให้เหตุผลว่า เพราะพวกเธอดูไม่ใช่คนอันตราย “แต่ถ้าฉันไม่ใช่คนอันตราย ทำไมยื้อฉันไว้กว่า 45 นาที"
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ คือฉันต้องให้ความร่วมมือ... เราอาจกระทำอะไรผิดพลาดไปโดยไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี ทำไมตำรวจไม่ใช้ Google Translate ช่วยแปลภาษา ทำไมไม่ออกใบสั่งมาอย่างถูกต้อง กลายเป็นว่าตำรวจให้เราจ่ายเงิน แล้วเลี่ยงกล้องวงจรปิดด้วย ความจริงเลยขึ้นอยู่กับว่าสังคมจะตีความยังไง แต่พวกเราทุกคนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

ตลอดการสัมภาษณ์นานกว่า 30 นาที อันหยูชิง ย้ำกับสำนักข่าวบีบีซีตลอดว่า เธอเป็นเพียง “นักท่องเที่ยวธรรมดา” คนหนึ่ง ที่ต้องการแบ่งปันประสบการณ์ที่แปลกประหลาดและเลวร้ายสำหรับตัวเธอ เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติคนอื่น ๆ ที่เดินทางไปประเทศไทย โดยเฉพาะคนเอเชียและคนที่พูดภาษาจีนกลางเป็นหลัก
“ฉันอยากแบ่งปันเรื่องราวของฉัน ทุกคนจะได้ตระหนักว่ามีภัยอันตรายแบบนี… ฉันก็แค่คนธรรมดา ฉันต่อสู้รัฐบาลหรือประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ ฉันแค่นักท่องเที่ยวที่อยากบอกเล่าเรื่องที่ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก”

ขณะที่ช่วงบ่ายวันนี้ตำรวจและแม่บ้านของ สน.ห้วยขวาง ได้ขนกระเช้าของขวัญปีใหม่และข้าวของต่าง ๆ ของพันตำรวจเอกยิ่งยศ สุวรรณโณ ผู้กำกับ สน.ห้วยขวาง คนเดิม เอาออกจากห้องแล้วเอาไปวางไว้ที่ด้านหลังสน. หลังโดนสั่งเด้งให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตำรวจนครบาล
Advertisement