
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไทยจากมุมมองผู้บริหารโตโยต้าในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พบว่าค่ายยักษ์ใหญ่ยังคงรักษาฐานลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและแผนการเงินที่เข้าถึงง่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้
จากการเปิดเผยข้อมูลโดย คุณศุภกร รัตนวราหะ และ คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ สองผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ระบุว่ายอดจองสะสมตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โตโยต้าสามารถทำยอดจองรวมได้ทั้งสิ้น 6,888 คัน โดยมีการกระจายตัวในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างสมดุล แบ่งเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถอเนกประสงค์อย่าง Yaris Ativ Yaris Cross และ Corolla Cross มียอดรวมประมาณ 3,300 ถึง 3,400 คัน ขณะที่กลุ่มรถกระบะซึ่งรวมถึง Hilux Travo Revo และ Champ ทำยอดได้ประมาณ 2,000 คัน สำหรับกลุ่มรถ PPV อย่าง Fortuner และน้องใหม่อย่าง Land Cruiser FJ มียอดจองประมาณ 850 ถึง 900 คัน ส่วนแบรนด์หรูอย่าง Lexus ทำยอดจองไปได้ 75 คัน โดยมี Lexus IS และรถไฟฟ้า RZ เป็นรุ่นยอดนิยม
ในงานครั้งนี้มิติของความสำเร็จแบ่งออกเป็นสองด้านชัดเจน โดย Yaris Ativ ยังคงเป็นรุ่นที่ทำยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งเนื่องจากเป็นรถที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์การใช้งานในวงกว้าง แต่ในด้านกระแสตอบรับพบว่า Land Cruiser FJ คือรุ่นที่สร้างความตื่นตัวได้มากที่สุดด้วยยอดจองสะสมทั่วประเทศกว่า 800 คัน ซึ่งเป็นการจองภายในงานมอเตอร์โชว์สูงถึง 400 คัน สิ่งที่น่าสนใจคือลูกค้าจำนวนมากตัดสินใจจองทันทีแม้จะยังไม่เห็นรถคันจริงหรือทราบราคาที่แน่นอน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ Land Cruiser อย่างสูงสุด โดยทางโตโยต้าเตรียมความพร้อมที่จะเริ่มทยอยส่งมอบรถรุ่นนี้ให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
แม้สภาวะเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่โตโยต้ายังคงยืนยันเป้าหมายยอดขายเดิมโดยมีการติดตามสถานการณ์โลกและปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด จุดแข็งที่ทำให้โตโยต้ายังคงได้รับความเชื่อมั่นคือแนวคิดความคุ้มค่าในระยะยาวหรือ Total Cost of Ownership ลูกค้ามองว่าการครอบครองรถโตโยต้าคือการลงทุนที่คาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ ทั้งในส่วนของค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัยผ่านโปรแกรม PHYD และราคาขายต่อที่เสถียร นอกจากนี้การมีหน่วยงานสนับสนุนอย่าง Toyota Leasing (Thailand) ทำให้สามารถออกแบบแพ็กเกจทางการเงินที่ยืดหยุ่น เช่น แคมเปญเริ่มต้นเพียง 2,000 กว่าบาท ซึ่งช่วยให้กลุ่มลูกค้ามวลชนเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถได้จริงแม้สถาบันการเงินทั่วไปจะมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
โตโยต้ายังคงยึดมั่นในแนวทาง Multi-Pathway โดยนำเสนอทั้งเครื่องยนต์สันดาปและระบบไฮบริด เพื่อเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดตามรูปแบบการใช้งานของลูกค้า ผู้บริหารให้ความเห็นว่าราคาพลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าล้วนอ้างอิงกับตลาดโลก ดังนั้นการตัดสินใจเลือกประเภทรถจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานเป็นหลัก หากใช้งานไม่มากส่วนต่างค่าน้ำมันกับค่าไฟอาจไม่แตกต่างกันนักเมื่อเทียบกับต้นทุนเทคโนโลยีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ส่วนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่าง bZ4X ปัจจุบันมียอดขายสะสมประมาณ 700 กว่าคัน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความมั่นใจในบริการหลังการขายระยะยาว
ในมิติของนโยบายรัฐ โตโยต้ามีความคาดหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการเศรษฐกิจและพยุงอุตสาหกรรมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปกป้องฐานการผลิตภายในประเทศ การกระตุ้นกำลังซื้อ และการสร้างความชัดเจนของทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต สำหรับการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า BEV โตโยต้าเสนอว่าควรมีการมองแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศไปจนถึงการครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงในเวทีโลก
ความสำเร็จของโตโยต้าในงานมอเตอร์โชว์ 2026 มาจากการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางและการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน 5 ถึง 7 ปี โดยมียอดจองรวมที่แข็งแกร่งกว่า 6,800 คัน พร้อมการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ Land Cruiser FJ ที่สะท้อนถึงพลังของแบรนด์และความต้องการรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในตลาดไทย