“สิบล้อ” เปิดใจ ชี้ ตร.สั่งรถ “ฮาวา” หยุด หวังเป็นโล่สกัด โวยคนประมาท คือ ตำรวจ (คลิป)

จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง 2 นาย ยืนโบกให้รถหยุดกลางถนน เป็นเหตุให้รถบรรทุกสิบล้อ พุ่งชนท้ายรถเก๋ง 2 คัน ด้านหน้า ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือ น.ส.อรวี ชูชื่น หรือ “ฮาวา” นักร้องอิสระ ที่โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็น และวิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง

วันนี้ (30 ม.ค.61) พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง และโฆษกทางหลวง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางกองบังคับการตำรวจทางหลวงมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่ของตำรวจคือดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน บนเส้นทางหลวงทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้น ทางกรมทางหลวงได้ดูคลิปแล้ว และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนสรุปผลพิจารณาโทษทางวินัย ภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561

ภาพเหตุการณ์ตำรวจทางหลวง ขณะคุยกับ”ฮาวา”

พ.ต.อ.เอกราช เปิดเผยอีกว่า ทางผู้บังคับการทางหลวง (ผบก.ทล.) ได้เรียกตำรวจ 2 นาย มาสอบถามข้อเท็จจริงแล้ว รวมถึงสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในสถานี จากนั้นได้ทำการประเมินความเข้าใจในยุทธวิธีปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งปรับทัศนคติ และแนวคิด ก่อนจะพิจารณาว่า สมควรกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมหรือไม่

กองบังคับการตำรวจทางหลวง มีการปฏิบัติหน้าที่แตกต่างจากหน่วยอื่น โดยมีการตั้งจุดตรวจ และด่านตรวจ โดยมีป้ายบอก มีกรวยยาง และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งจะมีสายตรวจ วิทยุตรวจการ ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการให้บริการในระยะทางที่รับผิดชอบกว่า 19,000 กิโลเมตร จะมีตำรวจลงไปปฏิบัติหน้าที่ 1,600 นาย เฉลี่ย ระยะทาง 80-100 กิโลเมตร จะมีตำรวจปฏิบัติหน้าที่ 2 นาย ต่อ 1 ผลัด

ตำรวจทางหลวงอีกนาย อยู่หน้ารถเก๋งสีขาว

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่า ตำรวจเป็นฝ่ายผิดนั้น ปกติเมื่อพบผู้กระทำผิด ทางสายตรวจวิทยุจะต้องให้สัญญาณเพื่อให้รถหยุดก่อน แต่ในการปฏิบัติจริง ต้องดูว่ารถคันที่ผิดอยู่ในช่องทางใด หรือสามารถเห็นผู้ให้สัญญาณชัดเพียงใด หรืออยู่ในระยะไกลเพียงใด ทั้งเวลากลางวัน หรือเวลากลางคืน

เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ผู้ให้สัญญาณก่อให้เกิดความสับสนกับผู้ขับขี่หรือไม่ และต้องสอบถามจากผู้ขับขี่ด้วยว่า เมื่อเห็นตำรวจทำสัญญาณลักษณะนั้น เข้าใจว่าอย่างไร

พ.ต.อ.เอกราช เปิดเผยอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากตำรวจ แต่เป็นคนขับสิบล้อที่มีความประมาท เพราะตามหลัก พ.ร.บ.จราจรทางบก กำหนดแล้วว่า การขับขี่รถยนต์ ต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้า ประมาณ 10 เมตร เพื่อที่จะสามารถหยุดรถกะทันหันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ตำรวจที่เป็นคนสั่งให้หยุดรถ แต่มีคนวิ่งตัดหน้ารถสิบล้อก็ชนเช่นกัน

สัมภาษณ์ นายมนตรี นาประดิษฐ์ คนขับรถบรรทุก

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้สอบถามไปยัง นายมนตรี นาประดิษฐ์ อายุ 47 ปี คนขับรถบรรทุก เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ (28 ม.ค.61) ตนขับรถบรรทุกโซดาไฟน้ำ มาเต็มคันรถ น้ำหนักประมาณ 15 ตัน ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถมาในเลนขวา ซึ่งรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่เนื่องจากผิวถนนไม่เรียบทำให้การขับค่อนข้างลำบาก ประกอบกับตนเห็นว่าเลนขวาโล่ง

รถบรรทุกโซเดียมไฮดรอกไซต์ หรือ โซดาไฟน้ำ

จนกระทั่งเมื่อใกล้ถึงจุดเกิดเหตุ เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในระยะไกล และรู้ว่า เจ้าหน้าที่ต้องการเรียกให้รถของตนหยุด ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะหนีเพราะขับเส้นทางนี้อยู่เป็นประจำ แต่ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่กลับไปเรียกให้รถคันหน้าหยุดในระยะกระชั้นชิด คล้ายกับว่า จะใช้เป็นโล่กันไม่ให้รถของตนขับหนี ซึ่งตอนนั้นระยะห่างจากรถของตนถึงตำรวจที่ยืนอยู่ประมาณ 20-30 เมตร ทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน

ทั้งนี้ช่วงเกิดเหตุ นายมนตรี ยืนยันว่า ไม่ได้ขับรถมาด้วยความเร็วสูง ขับความเร็วประมาณ 60-70 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งรถบรรทุกของตนติด GPS หากขับรถเร็วเกินกำหนด สัญญาณจะร้องเตือนอยู่แล้ว

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ขอใบขับขี่ แต่ไม่ได้ขอโทษ หรือสอบถามอะไรสักคำ ตนไม่ยอมให้ใบขับขี่ไป เนื่องจากต้องใช้รูด GPS ขณะขับรถ จึงมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่า ตำรวจควรห่วงคนเจ็บที่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน โดยตนเองที่ขับรถชน ยังเดินเข้าไปขอโทษคู่กรณีที่ถูกชนท้าย ฝ่ายรถยนต์ ยังพูดกับตนว่า เข้าใจ และคิดว่าถึงอย่างไรตนก็หยุดรถไม่ทัน

ป้าย “วัตถุอันตราย” ซึ่งติดอยู่ด้านหน้าและท้ายรถบรรทุก

หลังจากนั้น ตนได้เดินทางไปที่ สภ.บางปะอิน ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สอบปากคำ แต่ใบบันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ถูกกรอกไว้แล้ว และบอกตนว่าขับรถโดยประมาท และเป็นฝ่ายผิด ส่วนตัวตอนนั้นไม่พอใจ จึงโวยวายเจ้าหน้าที่ไป เพราะตนรู้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสาเหตุไม่ได้เกิดจากตน แต่เกิดจากตำรวจ 2 คน หากไม่โบกรถแบบนั้น ก็คงไม่เกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังถามตนว่า สอบใบขับขี่มาได้อย่างไร ไม่รู้ว่าใครเป็นคนผิด และขู่ตนว่า หากไม่รู้ว่าใครผิดจะเพิกถอนใบอนุญาติขับขี่ กระทั่งตนโทรแจ้งเจ้านายว่าเกิดเรื่องขึ้น เจ้านายได้บอกว่า ไม่ต้องเถียงตำรวจ และได้เรียกเจ้าหน้าที่ประกันภัยรถยนต์มาดำเนินการ โดยส่วนตัวยังติดใจถึงสาเหตุ แต่ไม่อยากเป็นเรื่อง และเป็นคดีความ เพราะตนอยากกลับมาทำงานปกติ เพราะไม่อยากขาดรายได้

น.ส.ศรินรัตน์ จิระอัมพรชัย เจ้าของรถบรรทุก

ทางด้าน น.ส.ศรินรัตน์ จิระอัมพรชัย เจ้าของรถบรรทุก เปิดเผยว่า ตนทราบเรื่องว่าเกิดอุบัติเหตุตอนที่คนขับรถโทรศัพท์มาแจ้ง ตนคิดว่าเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนทั่วไป จากนั้นได้ยินเสียงลูกน้องตนมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ จึงบอกไปว่าจะไปเถียงทำไม่ ให้ประกันเป็นฝ่ายจัดการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และไม่คิดว่าเรืองดังกล่าว จะเป็นเรื่องใหญ่โต จนกระทั่งมาเห็นคลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถภายหลัง จึงรู้ว่าลูกน้องตนไม่ผิด

ส่วนตัวยอมรับว่า ติดใจกับเรืองที่เกิดขึ้น อยากให้ความยุติธรรมกับคนขับด้วย แต่ไม่อยากมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะตนทำอาชีพเช่นนี้ ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวอยู่เป็นประจำ ยอมรับว่า เรื่องแบบนี้พูดอะไรไม่ได้มาก พร้อมยอมรับว่า ตนได้เดินทางไปเยี่ยมคู่กรณี และได้เข้าไปขอโทษที่ทำให้บาดเจ็บ จนต้องพักฟื้น ทำให้ขาดรายได้

keyboard_arrow_up