อู่รถปัดตบ 2 แม่ลูก โต้กลับถูกล็อกคอจิ้มตา รับถ้าขอขมาแล้วจบก็ยอม (คลิป)

จากกรณีที่สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความ “เพื่อนฝากมา ช่วยๆ กันแชร์ต่อเลย ทำร้ายเด็กผู้หญิง” พร้อมภาพหญิงสาวคนหนึ่งใบหน้ามีร่องรอยฟกช้ำ จากการถูกพนักงานอุู่ซ่อมรถ ย่านพหลโยธิน รุมทำร้าย จนกลายเป็นที่มาของของกระแสวิจารณ์ ผู้ชายรุมทำร้ายผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้

หญิงสาวที่ถูกผู้จัดการอู่ทำร้าย

โดยข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นจากผู้ชายที่อ้างตัวว่าเป็นผู้จัดการอู่ซ่อมรถ พูดจาไม่ดีจึงมีปากเสียงกับลูกค้า โดยมีผู้ชายมาช่วยล็อกตัว แม่กับหญิงสาวผู้เสียหาย ทำให้โดนต่อยซ้ำ โดยลูกชายเจ้าของอู่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ห้ามปราม ซ้ำร้ายยังท้าให้ไปแจ้งความ และขู่จะลากรถออกมาทิ้งข้างถนน

หลังเกิดเหตุ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายนำรถออกจากอู่ พบว่าฝากระโปรงรถถูกกรีด และมีร่องรอยถูกน้ำมันเบรคหรือ น้ำยาบางอย่างเทราดฝากระโปรงรถ จนได้รับความเสียหาย

ภาพรอยบนฝากระโปรงรถ ที่อ้างว่าถูกกรีด หรือโดนน้ำมันเบรก

ขณะเดียวกันในเพจเฟซบุ๊ก ดังกล่าวระบุว่า ได้มีทหารยศพันเอก โทรมาหาผู้เสียหาย บอกว่าเป็นญาติกับทางอู่ซ่อมรถ และได้พูดจาข่มขู่ แต่เพราะทางพ่อน้องผู้เสียหายเป็นทหารยศสูงกว่า จึงพูดจาดีด้วยทันที และทำเป็นไกล่เกลี่ยขอให้จบเรื่อง

นายพรนิฤทธิ์ เลิศธีระพงศ์ ลูกชายคนเล็กเจ้าของอู่

อย่างไรก็ตาม นายพรนิฤทธิ์ เลิศธีระพงศ์ ลูกชายคนเล็กเจ้าของอู่ที่เกิดเหตุ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ฝั่งคู่กรณีได้ส่งรถยี่ห้อเมอซิเดสเบนซ์ มาซ่อมที่อู่เมื่อวันที่ 5 ม.ค.61 โดยทางอู่ได้ประเมินค่าซ่อมราคา 150,000 บาท ซึ่งเกินวงเงินประกันไป 50,000 บาท เพราะรถคู่กรณีทำประกันประเภท 3 เอาไว้ จึงแจ้งให้เจ้าของรถเข้ามาเจรจาตกลง

จนวันที่ 25 ม.ค.61 สองคนแม่ลูก ได้เข้ามาที่อู่ ตอนนั้นไม่ทราบว่าคุยอะไรกับลูกน้อง และเห็นว่าเริ่มมีปากเสียงกัน จากนั้นเห็นทั้งคู่เข้าไปในห้องเพื่อคุยกับผู้จัดการร้าน จนกระทั่งได้ยินเสียงทะเลาะดังลอดออกมา ตนจึงเข้าไปดู พบว่า มีการล็อกตัวผู้จัดการ และเหตุการณ์ค่อนข้างชุลมุน พนักงานของตนจึงเข้าไปห้ามปราม โดยไม่มีการรุมทำร้าย สองแม่ลูกเจ้าของรถแต่อย่างใด

นายพรนิฤทธิ์ เปิดเผยอีกว่า ผู้จัดการอู่ถูกล็อกแขน และได้ปัดมืออีกฝ่ายออก ไม่ได้ทำร้ายผู้หญิงตามที่สื่อโซเชียลกำลังวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด ส่วนที่อีกฝ่ายไม่พอใจคาดว่า เกิดความล่าช้า เพราะต้องรออนุมัติจากประกันภัยก่อน จึงจะดำเนินการซ่อมได้

นายสถาพร กียะสูตร ผู้จัดการอู่

ด้าน นายสถาพร กียะสูตร ผู้จัดการอู่ คู่กรณี เปิดเผยว่า เห็นสองคนแม่ลูก เดินเข้ามาที่อู่ด้วยท่าทีโมโห จึงพยายามพูดให้ใจเย็น โดยลูกสาวได้กวาดของบนโต๊ะทำงานของตน ส่วนแม่ก็บอกว่าจะเอารถไปซ่อมที่อื่น ตนจึงเดินออกมาจากห้อง แต่แม่ของฝ่ายหญิงก็ยังเดินตามมาด่าสารพัด ซึ่งตนไม่ได้สนใจได้แต่เดินหนี

ระหว่างนั้น มีโทรศัพท์จากบริษัทประกันภัย ของรถคันดังกล่าวโทรเข้ามา ตนจึงเข้าไปรับสายในห้องทำงาน โดยช่วงที่คุยโทรศัพท์ ทั้งสองคนได้เดินตามเข้ามา โดยที่แม่ล็อกแขนด้านขวา ด้านลูกสาวล็อกแขนซ้าย แล้วใช้นิ้วจิ้มเข้าไปที่ดวงตาของตน พร้อมกับจิกข่วนที่ใบหน้า ตนจึงพยายามสะบัดแขนออก ก่อนที่พนักงานในออฟฟิศจะเข้ามาห้าม โดยไม่ได้รุมทำร้าย เพราะหากตนทำร้ายผู้หญิงจริง เชื่อว่าอีกฝ่ายต้องบาดเจ็บหนัก เพราะผู้หญิง ไม่มีทางสู้แรงผู้ชายได้

ขณะเดียวกันยอมรับว่า อาการบาดเจ็บของตนตอนนี้ ต่อมน้ำตาด้านขวาอักเสบ ต้องใช้ผ้าพันแผลปิดไว้เพื่อกันฝุ่น อีกทั้งมีอาการปวดระบมที่ใบหน้า

นายพรนิรันดร์ เลิศธีรพงศ์ ลูกชายคนโตของเจ้าของอู่

ขณะที่ นายพรนิรันดร์ เลิศธีรพงศ์ ลูกชายคนโตของเจ้าของอู่ เล่าว่า วันเกิดเหตุตนไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่หลังจากนั้น 1 วัน มีผู้ชายคนหนึ่งเดินทางมาขอรับรถเบนซ์ที่อู่ ท่าทางเหมือนเป็นนักเลง เข้ามาล็อกคอตน ถามว่า ใครทำร้ายผู้หญิง ทั้งยังยืนสูบบุหรี่ในอู่ โดยตนพยายามบอกให้ออกไปสูบด้านนอกตามกฎ แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอม เมื่อสอบถาม และขอดูบัตรประชาชน เพื่อพิสูจน์ว่า เป็นเจ้าของรถหรือไม่ อีกฝ่ายปฏิเสธ

ส่วนกรณีที่มีทหารโทรไปข่มขู่น้องผู้หญิง นายพรนิรันดร์ ชี้แจงว่า ทหารคนดังกล่าวคือ อาของตน โทรไปเจรจาของให้ทุกอย่างจบ ไม่ได้ข่มขู่ โดยพร้อมจะนำช่อดอกไม้ ไปมอบให้เพื่อขอโทษเรื่องการบริการ และพร้อมจะมอบค่ารักษาให้อีกฝ่าย หากได้รับบาดเจ็บจริง ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ไม่ได้กลั่นแกล้งทำลายรถตามที่ลงในโซเชียลอย่างแน่นอน

สำหรับความคืบหน้าทางคดีเบื้องต้น หลังเกิดเหตุทั้ง 2 ฝ่าย ได้เข้าไปแจ้งความฐานทำร้ายร่างกายที่ สน.บางซื่อ โดยพนักงานสอบสวนให้ทั้งคู่ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย โดยหลังจากนี้จะนัดหมายเข้ามาให้ปากคำ เพื่อสอบถามรายละเอียดที่เกิดขึ้นต่อไป

keyboard_arrow_up