2 ลูกครึ่งเปิดใจหนีแม่ เพราะเคยเจอยาบ้า – เล่นคุณไสยในห้อง ส่วนตาอ้างเด็กพูดไม่จริง (คลิป)

ความคืบหน้ากรณีเฟซบุ๊กส่วนตัว “ด.ญ.อมยิ้ม” โพสต์เรื่องราวพร้อมกับภาพประกอบ ระบุว่า “ใครเจอช่วยกันตามหาหน่อยนะค๊ะหายไปตั้งแต่บ่าย2แล้วตอนนี้ช่วยกันตามหาอยู่ ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงมากติดต่อไม่ได้เลยค่ะ ชื่อ ดช.ลูก้า ฟรองซัว โบเรล น้องต้นกล้า 11 ปี ดญ.ดีมา พาเมล่า โบเรล ดีดี้ 12ปี ใครพบเจอช่วยติดต่อกลับ หรือทักมาในเฟสก้ได้ค่ะ” ล่าสุด เมื่อวานนี้ (30 มี.ค. 62) เวลา 18.00 น. พบเด็กทั้ง 2 คน ที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กฯ หลังหนีออกจากบ้านเพราะถูกแม่ทำร้ายร่างกาย (อ่าน : คดีพลิก 2หนูน้อยลูกครึ่งหาย ที่แท้ตามหาพ่อต่างชาติ ไม่ขออยู่กับแม่ ถูกตีทรมาน)

น้องต้นกล้า กับ น้องดีดี้

วันที่ 31 มี.ค. 62 นางสาวมีนี่ (นามสมมติ) คนสนิทของพ่อเด็ก เปิดเผยว่า ตอนนี้สภาพจิตใจของเด็กทั้ง 2 คนดีขึ้น เริ่มยิ้มแย้มพูดคุยแล้ว แต่ยังอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม และยืนยันว่าจะไม่กลับไปอยู่กับแม่

นางสาวมีนี่ (นามสมมติ) คนสนิทของพ่อเด็ก

ตนเองได้ฟังจากปากของเด็กเล่าว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมามักจะโดนแม่ทุบตีมาตลอด และเตะที่แผลจากอุบัติเหตุตกจากตึก อีกทั้งแม่ไม่เคยพาไปทำแผลที่โรงพยาบาล แต่ซื้ออุปกรณ์มาให้เด็กทำกันเอง บางครั้งมีแผลคล้ายหนอง ลำตัวมีรอยขีดข่วนด้วยเล็บ ซึ่งการหนีออกจากบ้านเพื่อไปหาพ่อ ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตตอนที่เด็กทั้งหมดอยู่กันครบ 4 คน ทุกคนก็เคยเก็บข้าวของ ตั้งใจจะหนีแม่ แต่ก็ไม่สำเร็จ ถูกตีและสั่งห้ามไว้

ทั้งนี้ ตนพูดคุยและแจ้งความคืบหน้าให้พ่อเด็กทราบโดยตลอด ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่สามารถเดินทางมาจัดการทั้งหมดได้ด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้ทนายความและคนสนิทดำเนินการแทนทั้งหมด มีการเตรียมเอกสารเพื่อจะยืนยันสิทธิ์และรับลูกกลับไปดูแล เนื่องจากแม่ไม่มีความสามารถที่จะดูแลลูกได้ และคาดว่าไม่เกินวันที่ 9 เม.ย. 62 หลังจากที่พ่อเสร็จงานจากต่างประเทศก็จะรีบบินกลับมาไทย เพื่อดำเนินการทั้งหมด ยอมรับว่าด้วยข้อกฎหมาย พ่อคือคนต่างประเทศ อาจจะเป็นอุปสรรคบ้าง แต่เชื่อว่าแม่เด็กทำร้ายลูกจริง และลูกยืนยันว่าจะไม่กลับไปหาแม่ ส่วนเรื่องของการพาไปต่างประเทศ จะต้องมีการตรวจพิสูจน์และดำเนินการตามกฎหมายก่อน

นอกจากนี้ หลังจากที่ตนได้คุยกับเด็ก ทราบว่าภายในบ้าน นอกจากมีซองยาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นยารักษาโรคซึมเศร้า ภายในลิ้นชักเดียวกัน มีอีก 2 ซิปล็อก มียาเม็ดสีส้มแดง มีอักษรย่อ “WY” ซึ่งเด็กยืนยันชัดเจนว่าหลังจากที่เห็นยาดังกล่าวได้นำไปค้นในอินเตอร์เน็ต พบว่าเป็นยาบ้า บางครั้งในลิ้นชักภายในบ้านยังพบเห็นอุปกรณ์คล้ายคุณไสย ซึ่งเด็กเล่าว่ามีการปั้นหุ่นประกบกัน และมีได้สายสิญจน์พันรอบเอาไว้ โดยเรื่องที่เด็กเล่าให้ฟัง ตัวเองเชื่อว่าไม่มีการปรุงแต่ง เพราะเด็กอายุเพียง 12 ขวบ

นายจิ๊ด ประกายแก้ว ตาของเด็ก

นายจิ๊ด ประกายแก้ว อายุ 63 ปี ตาของเด็ก กล่าวว่า ตอนนี้ทราบแล้วว่าเด็กปลอดภัยดี ซึ่งครอบครัวก็หายเป็นห่วง แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่เด็กทั้ง 2 คน ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน เพราะหากอ้างว่าแม่ทำร้ายลูก ตนเองก็ยังไม่เคยเห็น ที่บ้านดูแลกันปกติ เด็กยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีอาการวิตกหวาดกลัว ไม่เคยเห็นทำร้ายร่างกายต่อหน้าตาและยาย

ทั้งนี้ ทราบว่าเด็กอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ อยู่กับการตัดสินใจของเด็ก ถ้าต้องการกลับมาอยู่บ้าน ตนก็พร้อมรับกลับมา แต่หากต้องการอยู่กับพ่อก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็ก ตนมีความกังวลว่า หากเด็กไปอยู่กับพ่อ และพ่อมีภรรยาใหม่แล้ว เด็กจะลำบาก ไม่เหมือนอยู่กับแม่ และกลัวว่าพ่อจะไม่รักลูกแล้วทำร้ายร่างกาย

ส่วนกรณีเรื่องที่เด็กอ้างว่าเจอยาเสพติดภายในบ้าน ตนไม่เคยเห็น ซึ่งไม่รู้ว่าเด็กพูดได้อย่างไร เพราะที่บ้านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ยอมรับว่าแม่จะต้องทานยาเป็นประจำ หลังจากที่ลูกทั้ง 2 คน เสียชีวิต เพราะหมอได้ให้ยาโรคซึมเศร้า และยาแก้อาเจียน ส่วนวันนี้ที่แม่และยายไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ตนก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

ที่อยู่อาศัยของแม่เด็ก ซอยรามคำแหง 34

ล่าสุด ทีมข่าวได้ยินเสียงของ น.ส.รัตติกาล ประกายแก้ว หรือ จอย แม่เด็ก ดังออกมาจากบ้าน คล้ายด่าทอและใช้น้ำเสียงไม่พอใจกับคนในครอบครัว จับใจความได้ว่า “ห้ามมายุ่ง เรื่องนี้จอยจะจัดการเอง”

keyboard_arrow_up