เปิดใจ กู้ภัยถูกนักข่าวตีเข่า ช่วยคนเจ็บ – แม่โต้ลูกดี แต่เหยื่อฉะไร้สำนึก (คลิป)

กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก หนองปรือ ศูนย์หนึ่ง โพสต์คลิปวีดีโอและข้อความ ขณะที่เจ้าตัวปฏิบัติหน้าที่เป็นกู้ภ้ย ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งขณะนั้นมีนักข่าวคนหนึ่ง เข้าไปบันทึกภาพอยู่ และเกิดความไม่พอใจ จึงยกเข่าตีใส่ จนสังคมตั้งข้อสงสัยว่า กู้ภัยทำอะไรผิด

นักข่าวตีเข่าใส่เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ ขณะกำลังช่วยผู้บาดเจ็บ

วันนี้ (12 มิ.ย. 61) ทีมข่าวเดินทางมาพูดคุยกับ นายนคินทร์ แก้วเฉลิม หรือ คิม หัวหน้ากู้ภัยจุดหนองปรือ พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เป็นอุบัติเหตุที่รถบรรทุกพุ่งชนรถกระบะ ส่งผลให้คนขับได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการตัดถ่าง เพื่อนำตัวคนบาดเจ็บออกมา ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องรออุปกรณ์จากศูนย์ของสมาคมประมาณ 15-20 นาที ทั้งนี้ ในระหว่างรอรถพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยก็จะต้องคอยช่วยเหลือเบื้องต้นให้ผู้บาดเจ็บยังคงมีสติ จนกระทั่งเมื่ออุปกรณ์ตัดถ่างมาถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งนำคนเจ็บออก โดยการจะใช้อุปกรณ์ตัดถ่างต้องระมัดระวังไม่ให้สายไฮดรอลิคของเครื่องพาดกระทบกับกระจกที่แตกในจุดเกิดเหตุ เพื่อเลี่ยงอันตรายจากกระจก

นายนคินทร์ แก้วเฉลิม หรือ คิม หัวหน้ากู้ภัยฯ พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้

ขณะนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนหนึ่งได้เข้าไปช่วยคนเจ็บ โดยนำเครื่องตัดถ่างไปตัดประตู แล้วขยับคนเจ็บออกมา ส่วนอีกคนกำลังพยุงคนเจ็บ ส่วนตนก็ได้ประคองสายไฮดรอลิคไว้ เพื่อกันไม่ให้สายทับกับกระจกที่แตกอยู่ที่พื้น และป้องกันการชำรุดเสียหายของอุปกรณ์ ขณะนั้นมีนักข่าวคนในคลิป กำลังยืนบันทึกภาพ แต่เนื่องจากพื้นที่ตรงนั้นค่อนข้างแคบ ขนาดความกว้างไม่ถึง 1 เมตร หากอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างดับ หรือสายไฮดรอลิคแตก จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้ยากมาก

ขณะที่ตนแทรกตัวผ่านนักข่าวคนดังกล่าว ตนไม่ทันสังเกตว่าเขามีท่าทีอย่างไร เนื่องจากตนก้มหน้าแล้วจึงลอดใต้แขนเข้าไป ส่วนตัวจึงคิดว่าอาจจะทำให้ไปเบียดเขา จนทำให้เขาไม่พอใจ เนื่องจากพื้นที่แคบ และตัวของตนค่อนข้างใหญ่ ซึ่งตนยืนยันว่าตนไม่ได้ไปกระแทก หรือมีเรื่องกระทบกระทั่งกับนักข่าวคนดังกล่าว เนื่องจากเวลานั้นตนต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยคนเจ็บ ไม่ได้มีเจตนาไปขัดขวางการทำงานของเขา ซึ่งการกระทำของเขา ทำให้ตนสงสัยว่าแล้วการเข้าไปถ่ายใกล้ขนาดนั้น เป็นหน้าที่ของเขาหรือ

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นักข่าวตีเข่าตน ตนก็หันไปสอบถามว่า “มีอะไรวะ” พอพูดจบ นักข่าวก็สาวมัดมาที่ตน ตนเห็นจึงเบี่ยงหลบทัน ทำให้ต่อยโดนเพียงหมวกที่ตนสวมใส่ ซึ่งหลังเกิดเหตุ ตนก็พยายามถามว่า “มีอะไร ต่อยทำไม” แต่เขาก็ไม่ตอบคำถาม ตนจึงคิดว่าเขาต่อยแบบไม่มีสาเหตุ ซึ่งจุดนี้ทำให้ตนสงสัยว่า สรุปแล้วคู่กรณีทำอาชีพเป็นนักข่าวหรือนักเลงกันแน่

นายนคินทร์ แก้วเฉลิม หรือ คิม หัวหน้ากู้ภัยฯ พูดคุยกับทีมข่าว

คุณคิม กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุ นักข่าวคนดังกล่าวได้ส่งคลิปตัวนี้มาให้ผู้บังคับบัญชาตน เพื่อแจ้งว่าตนไปขัดขวางการทำงานของนักข่าว และตนมองว่าจุดประสงค์ของเขา คงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาตนลงโทษ ที่ตนกระทำการไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ตนยืนยันว่า ไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับนักข่าวรายนี้มาก่อน แต่ตนเคยทำงานในสมาคมกู้ภัยแห่งเดียวกัน ทำให้คุ้นเคยหน้ากันพอสมควร ซึ่งพอตนออกมาทำงานที่ปัจจุบัน ก็เจอหน้าเขาไม่ถึง 10 ครั้ง แล้วตนจะไปมีปัญหาด้วยได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากบอกถึงหลาย ๆ คนว่า ทุกคนมีอาชีพหน้าที่การงานเหมือนกันหมด แต่คุณจะรักษาอาชีพคุณได้อย่างไร หากทำแบบนี้ คุณไม่ต้องมาขอโทษ เพราะสังคมจะเป็นคนตัดสินอยู่แล้ว คุณต้องขอโทษสังคมและขอโทษต่ออาชีพของคุณ ว่าคุณเหมาะสมหรือไม่ที่จะเป็นนักข่าว

จากนั้นทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม นายเอ็ม (นามสมมติ) นักข่าวคู่กรณี โดยให้ข้อมูลเพียงว่า กำลังรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ อยู่ และยังไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ เมื่อถามว่าเตรียมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่ออีกฝ่ายหรือไม่ นายเอ็มบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่ายังไม่สะดวกชี้แจง

ยายนุ้ย (นามสมมติ) แม่ของนายเอ็ม

นอกจากนี้ ยายนุ้ย (นามสมมติ) มารดาของนายเอ็ม เปิดเผยว่า ตั้งแต่ตนเลี้ยงดูลูกมา ก็ไม่เคยเห็นว่ามีปัญหาทะเลาะกับใคร ไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน เป็นคนค่อนข้างขี้ขลาดเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ ยืนยันได้ว่าลูกเป็นคนดี หาเลี้ยงครอบครัว ตนก็อาศัยลูกชายคนนี้คอยเลี้ยงดู ส่วนตัวไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายไปมีเรื่องกับใคร เนื่องจากลูกไม่เคยเล่าให้ฟัง ซึ่งตนคิดว่าที่ลูกไม่เล่า เพราะคงเกรงว่าหากตนรู้ ตนจะเกิดอาการช็อก ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิป ตนมองว่าอาจเป็นด้วยลูกชายป้องกันตัวก่อน เพราะกลัวจะถูกทำร้าย ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงในการต่อยนั้น ตนก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ยืนยันได้ว่า ลูกชายตนไม่ได้มีนิสัยหาเรื่องใครก่อน และไม่เชื่อว่าจะลงมือก่อนด้วย เพราะตั้งแต่ลูกชายโตมา ก็ไม่เคยไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่น

ยายนุ้ย กล่าวต่อว่า หลังเป็นข่าวแล้ว ตนเองก็กลัวว่าลูกจะถูกไล่ออก แต่หากต้องโดนไล่ออก ตนก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ ทั้งนี้ นายเอ็ม นอกจากจะทำงานเป็นนักข่าวแล้ว ตนยังเห็นว่าสนิทสนมกับมูลนิธิกู้ภัยอีกแห่งหนึ่งด้วย

ยายตอง (นามสมมติ) แม่บ้านที่สมาคมแห่งหนึ่ง

ด้าน ยายตอง (นามสมมติ) แม่บ้านที่สมาคมแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับนายเอ็มมาตั้งแต่นายเอ็มอายุ 14-15 ปี พอมีคลิปที่นายเอ็มไปเตะคนอื่นก็รู้สึกตกใจ เพราะที่ผ่านมา นายเอ็มไม่มีนิสัย หรือประวัติหาเรื่องคนอื่น จึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ที่เอ็มไปหาเรื่องคนอื่น อีกทั้ง เอ็มก็เป็นเจ้าหน้าที่อาสาของหน่วยกู้ภัยด้วย และได้ออกไปทำงานเป็นนักข่าวได้หลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเรื่องการทำงาน เป็นหน้าที่ของใครของมัน ซึ่งไม่รู้สาเหตุที่เขามีปัญหากัน แต่ไม่คิดว่าจะขัดแย้งเพราะการทำงาน คาดว่าเป็นปัญหาส่วนตัวมากกว่า เพราะอยู่ ๆ จะมาต่อยกันได้อย่างไร บางคนเหยียบเท้ากันยังต่อยกันได้เลย หรืออาจจะขัดแย้งเรื่องข่าวที่ทำหรือไม่ ตนก็ไม่แน่ใจ ซึ่งตนก็ให้กำลังใจเอ็ม

สำหรับอาการล่าสุดของนายเพ็ญสุพัฒน์ นาฮก อายุ 39 ปี คนขับรถกระบะบรรทุกขนส่งเนื้อหมู ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยรู้สึกตัวดีขึ้นแล้ว หลังบาดเจ็บขาหักข้างขวา

นายณัฐพล ทองคำ หัวหน้างานผู้บาดเจ็บ

ด้าน นายณัฐพล ทองคำ เจ้าของร้านค้าส่งขายเนื้อหมู และเป็นหัวหน้างานของนายเพ็ญสุพัฒน์ เปิดเผยว่า ตอนนี้ผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก พูดคุยได้ปกติ แต่ขาข้างขวาหักสองท่อน ในบริเวณลำแข้งและลูกสะบ้า ซึ่งทำให้ไม่สามารถขยับตัวได้

ทั้งนี้ จากคลิปเหตุการณ์ที่นักข่าวเตะเจ้าหน้าที่กู้ภัยนั้น ตนมองว่าการทะเลาะกันนั้นไม่สมควร เพราะคนบาดเจ็บอยู่ข้างหน้าค่อนข้างสาหัส อาจจะมีการกระทบกระทั่งทางสมองได้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือช้า ย่อมส่งผลกระทบแน่นอน เพราะหากลูกน้องตนเสียเลือดเยอะ ก็อาจส่งผลต่อชีวิต ฉะนั้นการเข้าไปช่วยเหลือคน หากช้าเพียง 10 วินาที ก็ทำให้คนตายได้

นายณัฐพล กล่าวต่อว่า ตนเองไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นักข่าวไปขอบันทึกภาพก่อน ทำให้ตนอดคิดไม่ได้ว่า เพื่องานชิ้นหนึ่ง คนเรายอมทำขนาดนี้เชียวหรือ ซึ่งตนมองว่าบางครั้งก็มากเกินไป อย่างไรก็ตาม แม้ข่าวจะสำคัญมากแค่ไหน แต่ชีวิตของคนต้องสำคัญกว่าเสมอ

keyboard_arrow_up