เปิดใจ ก๊วนหนุ่มวิวาห์ล่ม รับเปย์หนัก แต่โดนทิ้งสูญนับแสน ทนายชี้เอาผิดยากให้โดยเสน่หา (คลิป)

จากกรณีที่มีเพจดัง ได้โพสต์เรื่องราวของ น.ส.เจี๊ยบ (นามสมมติ) ที่ก่อเหตุหลอกชายหนุ่มหลายรายว่า จะแต่งงานด้วย ก่อนนำทรัพย์สินของฝ่ายชายไปแล้วหนีหาย ซึ่งมีชายหนุ่มหลายคน ต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมงานแต่งงาน และซื้อรถยนต์ให้กับหญิงสาวรายนี้ โดยล่าสุดผู้เสียหายเริ่มทยอยออกมาแสดงตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยวันนี้ ( 19 มี.ค. 61) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ คุณโจ๊ก ผู้เสียหาย , คุณตั๊ก (นามสมมติ) ผู้เสียหาย , คุณปั่น (นามสมมติ) ผู้เสียหาย และ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เข้ามาร่วมพูดคุยในรายการ

คุณโจ๊ก ผู้เสียหาย

คุณโจ๊ก กล่าวว่า ตนเริ่มรู้จักและคบหา กับ น.ส.เจี๊ยบ เมื่อปี 2560 โดย น.ส.เจี๊ยบ เป็นคนขอตนแต่งงาน ซึ่งได้มีการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งไว้ก่อนแล้ว น.ส.เจี๊ยบ ได้ขอให้ตนจัดงานแต่งงานขึ้น 2 ที่ คือที่บ้านของ น.ส.เจี๊ยบ ที่ จ.ศรีสะเกษ และที่บ้านของตนที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งตนก็ได้ตอบตกลง โดยมีกำหนดการจัดงานแต่งงานขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. ที่บ้านของ น.ส.เจี๊ยบ และ ที่บ้านของตนในวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

ที่ผ่านมา น.ส.เจี๊ยบ พยายามที่จะบีบคั้นตนทุกอย่าง ทั้งในเรื่องของคำพูดและการกระทำ เพื่อให้ตนทนไม่ไหว และพูดออกมาเองว่าไม่ต้องการแต่งงาน แม้กระทั่งพฤติกรรมการเป็นอยู่ของตนเล็กๆน้อยๆ เช่น การกิน การตัดผม โกนหนวด ก็จะดูเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องผิดไปหมด ในระหว่างที่คบหากันตนยังจับได้ว่า น.ส.เจี๊ยบ ได้มีการคบหากับชายอื่นอีกถึง 3 คน

คุณโจ๊ก ยอมรับว่า ขณะที่คบหากันได้นอนร่วมห้องเดียวกันจริง แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน เนื่องจาก น.ส.เจี๊ยบ มักจะไม่อาบน้ำก่อนนอน ซึ่งตนเข้าใจว่า เป็นไปได้ที่ น.ส.เจี๊ยบ ไม่อยากมีอะไรกับตน จึงแกล้งทำเป็นไม่อาบน้ำ และบางครั้งก็มักจะใช้คำรุนแรงกับตน เช่น คำว่า “เลว” และยังเคยพูดกับตนว่า รู้สึกรังเกียจ และขยะแขยงตน ไม่อยากแต่งงานกับตนอีกด้วย จนสุดท้ายก็ต้องยอมเลิกลากันไป

ระหว่างที่คบกับ น.ส.เจี๊ยบ ตนได้สูญเงินไปมากกว่า 200,000 บาท ในงานแต่งงานที่ได้เตรียมการไว้ ตนก็ต้องไปขอร้องให้แฟนเก่าตน มาเข้าพิธีเป็นเจ้าสาวให้ เพื่อไม่ให้งานแต่งงานที่เตรียมไว้ต้องล่ม และไม่ให้ครอบครัวของตนต้องอับอาบ

คุณตั๊ก ผู้เสียหาย

ด้าน คุณตั๊ก ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนได้รู้จักและคบหากับ น.ส.เจี๊ยบ มาตั้งแต่ปี 2558 ภายหลังจากที่ได้คบหากัน น.ส.เจี๊ยบ ได้มาขอตนถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง พอถ่ายพรีเวดดิ้งมีคนรอบข้างเข้ามาถามว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน ทำให้ตนรู้สึกกดดันว่าต้องรีบหาเงินแต่งงาน

ขณะนั้น ตนยอมรับว่ายังไม่พร้อมแต่งงาน แต่ น.ส.เจี๊ยบ พยายามที่จะพูดกดดันให้รีบแต่งงาน และได้ขอเอาบัตร เอทีเอ็ม ของตนไปไว้กับตัว พร้อมอ้างว่าจะเป็นคนเก็บเงินเอง เพื่อเอาไว้สร้างครอบครัวร่วมกัน

คุณตั๊ก  ยังกล่าวอีกว่า เคยมีครั้งหนึ่งที่ น.ส.เจี๊ยบ เคยมบอกกับตนว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 3 ตนก็ได้ให้เงินไปเพื่อรักษาตัว แต่ตนมาทราบในภายหลังว่า เป็นเพียงการผ่าตัดถุงน้ำในมดลูกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่าที่ให้เงิน น.ส.เจี๊ยบ ไปเพราะความเสน่หา และไม่คิดที่จะขอคืนแต่อย่างใด สุดท้ายก็ต้องเลิกลากันไปเพราะ น.ส.เจี๊ยบ โกหกตนในหลายเรื่อง ส่วนสาเหตุที่ตนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะอยากให้สังคมรับรู้ว่า มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในสังคม ระหว่างที่คบหากับ น.ส.เจี๊ยบ ตนต้องสูญเงินไปกว่า 300,000 บาท

คุณปั่น ผู้เสียหาย

ด้าน คุณปั่น เป็นอีกหนึ่งคนที่ น.ส.เจี๊ยบ เคยคบหาเป็นแฟน กล่าวว่า คบหากับ น.ส.เจี๊ยบ มาตั้งแต่ ปี 2560 โดยในช่วงที่คบกันในช่วงแรก เป็นวันเกิดของตน น.ส.เจี๊ยบ ขอให้ตนไปจดทะเบียนสมรสด้วย แต่ตนไม่ได้ไปจด และ น.ส.เจี๊ยบ ยังได้เก็บบัตรเอทีเอ็ม ของตนไว้ โดยอ้างว่าจะเป็นคนเก็บเงินเอง เพื่อเอาไว้สร้างครอบครัวร่วมกัน ซึ่งช่วงนั้นตนได้เงินไปทำงานเพียงวันละ 100 บาทเท่านั้น

คุณปั่น ยังกล่าวอีกว่า ระหว่างที่คบหากับ น.ส.เจี๊ยบ ตนได้สูญเงินไปกว่า 200,000 บาท และ น.ส.เจี๊ยบ ยังเคยโกหกตนว่า ที่บ้านรับราชการทั้งพ่อและแม่ แต่ภายหลังตนทราบมาว่าไม่เป็นความจริง แต่ไม่ได้ติดใจ เพราะตนไม่ได้เป็นคนร่ำรวยแต่อย่างใด

และต่อมาตนจับได้ว่า น.ส.เจี๊ยบ มีการคบกับผู้ชายคนอื่น ตนทราบมาว่า มีการเข้าไปอยู่ในห้องกับชายอื่นสองต่อสอง ตนจึงขอเลิกเพราะทนต่อพฤติกรรมเจ้าชู้ และการโกหกของฝ่ายหญิงไม่ไหว

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ด้าน ทนายรณณรงค์ กล่าวว่า การที่ฝ่ายหญิงจะปฎิเสธไม่แต่งงานด้วยนั้นสามารถทำได้ ที่ตนรับฟังมาไม่น่าจะเป็นเรื่องของการฉ้อโกง เพียงแต่ฝ่ายหญิงไม่อยากแต่งงานด้วยเท่านั้น

ส่วนจะเป็นการหลอกลวงหรือไม่นั้น ต้องดูที่เจตนาว่าที่ไม่อยากแต่งเพราะอะไร ส่วนถ้าหากมีการหมั้นหมายกัน แล้วฝ่ายหญิงผิดสัญญาการหมั้น ฝ่ายหญิงก็ต้องคืนของหมั้น แต่ไม่ใช่เรื่องของการฉ้อโกง ฝ่ายชายจะไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะฉ้อโกงไม่ได้

ส่วนการที่ฝ่ายชายเอาบัตร เอทีเอ็ม ให้ น.ส.เจี๊ยบ ถือไว้นั้น ไม่ได้ถือว่าฝ่ายหญิงมีความผิด เพราะเป็นการให้โดยเสน่หา และไม่ได้เป็นการหลอกลวง เพราะคนที่ถูกหลอกจะไม่รู้ว่าตนโดนหลอก

คุณปั่น (นามสมมติ) ผู้เสียหาย

ส่วนการให้ ต้องดูว่าเป็นการให้แบบไหน หากเป็นการให้เพราะเสน่หา และฝ่ายหญิงไม่ได้มีการประพฤติเนรคุณกับฝ่ายชาย เช่น การทำร้ายร่างกาย ทำผิดกฎหมายกับฝ่ายชาย การด่าทออย่างรุนแรง หรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามลักษณะดังกล่าว การที่จะไปฟ้องร้องฝ่ายหญิงนั้นไม่สามารถทำได้

ภายหลังจบรายการ “ต่างคน ต่างคิด” คุณปั่น ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าวว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม ปี 2560 ตนได้คบหากับ น.ส.เจี๊ยบ และอยู่กินฉันสามีภรรยามาร่วม 3 เดือน เงินเดือนก็ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเก็บ รวมทั้งได้ใช้เงินในบัตรเครดิตของตนจนเต็มวงเงินทั้ง 3 บัตร รวมเป็นเงินกว่า 90,000 บาท จนมาช่วงปลายเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ตนได้มีปากเสียงกัน และพบว่าฝ่ายหญิงมีผู้ชายอื่นตนจึงได้บอกเลิกไป

จนกระทั่ง ตนได้มาขอเอารถที่ตนเป็นคนผ่อนคืนจาก น.ส.เจี๊ยบ แต่สร้อยคอกับพระเลี่ยมทองยังไม่ได้คืน จากนั้นมาตนก็ก้มหน้าทำงาน เพื่อใช้หนี้ที่ได้นำเงิน และทรัพย์สินไปให้กับ น.ส.เจี๊ยบ ในช่วงที่คบหากัน

คุณปั่น เล่าต่อว่า จนกระทั่งเมื่อ 2 วันก่อน ตนได้พบเห็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบหญิงสาวมีพฤติกรรมหลอกชายหนุ่มแต่งงาน ก่อนที่จะนำเงินของฝ่ายชายหลายรายหลบหนีไป พฤติกรรมดังกล่าวคล้ายกับ น.ส.เจี๊ยบ หญิงสาวที่ตนเคยคบหาเมื่อปีแล้ว จึงอยากนำข้อมูลดังกล่าว ออกมาเสนอต่อสื่อมวลชนถึงพฤติกรรมของ น.ส.เจี๊ยบ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังทนายความของ น.ส.เจี๊ยบ ทราบว่ากำลังเตรียมนำหลักฐาน เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นประมาท กับผู้ที่นำข้อมูลส่วนตัวออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

keyboard_arrow_up