“เปรมชัย” ไม่รอด ติดสินบน พูดชัด “อยากได้อะไรถ้าไม่จับกุม” – ศรีวราห์ เมินสังคมโจมตี (คลิป)

จากกรณีที่ นายวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายเปรมชัย กรรณสูต พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ในคดีลักลอบล่าสัตว์ป่า โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา

พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

วันนี้ (7 มี.ค.) ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. ได้ลงพื้นที่ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก เพื่อสอบสวน นายวิเชียร ชินวงษ์ และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเพิ่มเติม ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ขณะที่นายเปรมชัย พยายามติดสินบน นายวิเชียร

เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อติดป้ายกระดาษอักษรย่อ ชื่อ ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน

สำหรับการจำลองเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพียงผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ส่วนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ได้มีการให้เจ้าหน้าที่ใส่เสื้อติดป้ายกระดาษอักษรย่อของชื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ได้แก่ อักษรย่อ ป. ธ. และ ย. ยกเว้นชื่อของ นางนที โดยใช้เวลาในการจำลองเหตุการณ์ประมาณ 15 นาที ภายในอาคารนิทรรศการ และศูนย์บริการ ซึ่งตั้งอยู่ข้างด่านทางเข้าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ด้าน พ.ต.อ.เอกวัชรินทร์ พูสิทธิ์ กล่าวว่า การเสนอให้สินบนโดยนายเปรมชัย มีขึ้นก่อนจะทำบันทึกการจับกุม ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากมีการเคลื่อนย้ายของกลางจากในป่ามาไว้ที่อาคารนิทรรศการด้านหน้า

สำหรับการจำลองเหตุการณ์ในวันนี้ มีหลักฐานที่ชัดเจนคือ ประจักษ์พยานทั้งหมด 5 คน ระยะคนที่ยืนไกลสุดประมาณ 4 เมตร ทั้งนี้ระยะดังกล่าวนั้น เป็นระยะที่ประจักษ์พยานทุกคนได้ยินเสียงนายเปรมชัย เสนอสินบน ให้กับนายวิเชียร ได้อย่างชัดเจน โดยมีการพูดว่า “อยากได้อะไร ถ้าไม่จับกุมผม” ซึ่งบรรยากาศในตอนนั้น เงียบสงบมาก เพราะเป็นเวลาตีสองครึ่งแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบปากคำ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าชุดจับกุม นายเปรมชัย และพวก

โดยในวันนี้พยานทุกคนได้ให้การตรงกัน หลักฐานจึงเพียงพอ ซึ่งข้อหานี้จะเป็นข้อหาที่สอดคล้องกับข้อหาแรก ในข้อหาล่าสัตว์ เพราะหากมีการเสนอให้สินบนนั้น เท่ากับว่า ผู้ต้องหามีการล่าเสือจริง

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.เอกวัชรินทร์ ระบุว่า ในการจำลองเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้ไม่มีกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อออกหมายเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง ซึ่งผู้ถูกกล่าวมีสิทธิ์ที่จะให้การรับสารภาพ หรือปฏิเสธก็ได้ และแม้ว่าจะให้การปฏิเสธในข้อหานี้ ก็ไม่มีผลอะไรกับข้อหาล่าสัตว์ ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า ผู้ต้องหามีของกลางไว้ในครอบครอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ชุดจับกัมนายเปรมชัย และพวก

เหตุการณ์การติดสินบนไม่มีคลิปเสียง เป็นเพียงการพูดออกมาจากปากบุคคล โดยมีประจักษ์พยานได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน ซึ่งการเสนอสินบนของนายเปรมชัยนั้น แม้ไม่ได้มีการเสนอเป็นตัวเงิน หรือสิ่งของ แต่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 144 ป.วิอาญา ซึ่งในเวลานั้นนายเปรมชัย ถูกควบคุมตัวอยู่ก็เชื่อได้ว่า น่าจะมีการเสนอสินบนจริง

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มี.ค. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป.จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาว่า จะมีการออกหมายเรียก นายเปรมชัย ในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่หรือไม่ โดยในวันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคง จะเป็นประธานการประชุมความคืบหน้าคดีล่าสัตว์ของกลุ่มนายเปรมชัย โดยจะมีการสอบปากคำเพิ่มเติมกับหัวหน้าวิเชียร ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ส่วนกรณีที่โลกโซเชี่ยล มีแฮชแท็กไม่เอาศรีวราห์ นั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตนเองทำงานตามคำสั่งโซเชียลจะว่าอย่างไรก็เป็นสิทธิ ซึ่งเป็นเรื่องนอกกฎหมายในการที่จะไปบังคับให้ใครคิดอย่างไร และโซเชียลไม่มีในกฎหมาย ทั้งนี้ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ท้อใจในการทำงาน เพราะตนทำงานตามกระบวนการ แต่หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำเคลื่อไหวที่เป็นกระบวนการ ตนก็จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน เบื้องต้นขณะนี้พบมีหลายบุคคลเข้าข่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต.ผบ.ตร. ออกมากล่าวพาดพิงว่าตนเป็นคนทำงานเอาหน้า และอยากได้ตำแหน่งนั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการฟ้องร้องกลับเพราะถือว่าไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมถึงไม่ขอตอบโต้ใดๆ เพราะเห็นว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และอาวุโสกว่า

keyboard_arrow_up