ย้อนรอยตำนานล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ฯ พ.ศ. 2516 เมื่อ ‘พรานบรรดาศักดิ์’ เป็นชนวนเหตุทำ รบ. ตกเก้าอี้

จากกรณีการเข้าจับกุมซีอีโอบริษัทใหญ่กลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมอุปการณ์ล่าสัตว์แบบครบมือ และของกลางเป็นซากสัตว์จำนวนหนึ่ง จึงไม่แปลกที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะชวนให้หลายๆ คนนึกย้อนถึงหนึ่งเรื่องราวสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ไทย ที่เกี่ยวข้องกับผืนป่าสำคัญของประเ้ทศไทยผืนนี้ นั่นคือเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์เบลล์ตกที่จังหวัดนครปฐม หรือหลายคนเรียกว่า ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ ที่กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เมื่อครั้งอดีต

ย้อนกลับไปเมื่อ 45 ปีก่อน จากอุบัติเหตุที่เกิดกับคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จำนวนประมาณ 60 คน ซึ่งเดินทางไปตั้งค่ายพักแรมเพื่อ ‘ฉลองวันเกิด’ และได้ใช้อาวุธสงครามล่าสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน พ.ศ. 2516 ท่ามกลางกระแสต่อต้านทั้งจากเจ้าหน้าที่อุทยาน สื่อมวลชน และนิสิตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติจากหลายมหาวิทยาลัย ซึ่งในระหว่างคณะ ‘พรานบรรดาศักดิ์’ ได้เดินทางกลับมากรุงเทพมหานครด้วยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก จำนวน 2 ลำ ได้มีเฮลิคอปเตอร์ หมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกระหว่างทาง ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงและสัตว์ป่าอื่นอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต่อมา ‘หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย’ ได้นำภาพของเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวที่จอดอยู่กลางป่า และกำลังลำเลียงเนื้อสัตว์ขึ้นเครื่อง จึงกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่า…เฮลิปคอปเตอร์ลำนี้มาจากการไปร่วมล่าสัตว์จริง

จากเหตุการณ์การนำทรัพย์สินของทางราชการมาใช้เพื่อการล่าสัตว์อย่างเปิดเผยในครั้ง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักวาดการ์ตูนการเมืองอาวุโส ประยูร จรรยาวงษ์ ที่ประกาศวางปากกาไม่เขียนการ์ตูนล้อการเมืองมากว่า 2 ปี ได้กลับมาวาดการ์ตูนอีกครั้งเป็นรูป ‘กระทิงนอนตายคลุมธงชาติ’ เพื่อประท้วงต่อคำให้สัมภาษณ์ของ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาแถลงว่า เฮลิคอปเตอร์ลำที่ตกได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับเกี่ยวกับความมั่นคง และการรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเน วิน นายกรัฐมนตรีพม่าซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลานั้นพอดี

แต่ต่อมา การรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ก็ถูกรัฐบาลแทรกแซงโดย ‘สารวัตรแผนกหนังสือพิมพ์’ ที่ทำหนังสือขอให้งดลงข่าวเฮลิคอปเตร์ตกจน 3 สมาคมสื่อมวลชน คือ สมาคมหนังสือพิมพ์ สมาคมนักหนังสือพิมพ์ และสมาคมนักข่าว ต้องออกมาออกแถลงการณ์คัดค้านหนังสือดังกล่าว เพราะเป็นการลิดรอนเสรีภาพการเสนอข่าวเพื่อสาธารณประโยชน์ตามหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ ซึ่งในขณะนั้นพนักงานป่าไม้และนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ทำข่าวเรื่องนี้ก็ถูกข่มขู่คุกคามอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ต่างๆ ตามมาอีกมาก อาทิ การวิพากษ์สุดเผ็ดร้อนของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เห็นว่ากรณีดังกล่าวที่มีการใช้ทรัพย์สินทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตน และการละเมิดกฎหมายเป็นการกระทำของคนที่คิดว่าตนอยู่เหนือกฎหมาย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเอาตัวคนทำผิดกฎหมายมาลงโทษ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลก็อาจสนับสนุนคนทำผิดจนกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่รักษากฎหมายบ้านเมือง และไม่เป็นรัฐบาลที่ยืนอยู่ข้างประชาชนซึ่งจะขาดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล

ในฝั่งของนิสิตนักศึกษา ได้มีการประชุมหารือกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2516 โดยที่ประชุมได้รับฟังการบรรยายสรุปของชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ และที่ประชุมจึงมีมติให้ศูนย์ฯ ดำเนินการ 8 ข้อ เช่น ให้ออกหนังสือเผยเบื้องหลังทั้งหมด จัดอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ฟ้องร้องผู้ล่าสัตว์ต่อศาล เป็นต้น และได้มีการร่วมมือกันระหว่างศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกับชมรมอนุรักษ์ 4 สถาบัน เพื่อพิมพ์หนังสือ ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อความตอนหนึ่งที่ระบุว่า…ด้วยสถานการณ์ในทุ่งใหญ่ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ จึงเสนอต่ออายุการทำงานของกระทิงจ่าฝูงเป็นเวลาอีก 1 ปีกระทิง จากสภารักษาความปลอดภัยแห่งชาติกระทิง…ซึ่งข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการล้อเลียนจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่เกษียณอายุเมื่อต้นปี 2516 แต่สภากลาโหมมีมติให้ต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปอีก 1 ปี โดยอ้างว่าสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุของการประท้วงที่รามคำแหงในเดือนมิถุนายน เมื่อนักศึกษาที่นำข้อความคล้ายกันนี้ไปใส่ในหนังสือถูกลบชื่อออกจากการเป็นนักศึกษา

จากกรณี ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ และหลายเหตุการณืที่สะสมจนเป็นผลสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เพียงจะปกป้องผู้ละเมิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเท่ากับปกป้องพวกพ้อง ทำให้ขาดความชอบธรรมในการบริหารบ้านเมืองและก่อกระแสไม่พอใจไปทั่ว จากกระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน 9 คน โดย 6 ใน 9 เป็นนายทหารและตำรวจ ซึ่งในที่สุดผลปรากฏว่า…การนำเฮลิคอปเตอร์ไปใช้ครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารบกเพื่อปฏิบัติราชการลับ โดยถือเอาป่าทุ่งใหญ่เป็นฐานปฏิบัติการแต่ภารกิจลับไม่ได้อยู่ที่ทุ่งใหญ่ แต่อยู่ห่างออกไปทางชายแดนที่ติดต่อกับพม่า และเชื่อว่าได้มีบุคคลในคณะที่พักอยู่ในแคมป์ทุ่งใหญ่กระทำการล่าสัตว์ และมีซากสัตว์ป่าอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจริง แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำให้ความจริงกระจ่างแก่สาธารณะแต่อย่างใด ต่อมาคณะกรรมการได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังศาลกาญจนบุรี ซึ่งกระบวนการทางศาลใช้เวลาจนถึง 1 กันยายน 2517 ก็มีคำตัดสินให้ปล่อยตัว 9 จำเลย มีแต่พรานแกละ หมื่นจำปา ที่ถูกตัดสินให้จำคุก 6 เดือนกลายเป็น ‘แพะรับบาป’ แต่ผู้เดียว

ในขณะที่กระแสความสนใจในประเด็นดังกล่าวของประชาชนกำลังจะจางหายไปนั้น ทางชมรมคนรุ่นใหม่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ได้ออกหนังสือชื่อ ‘มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ’ ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานในมหาวิทยาลัยอย่างเข้มข้น และวิจารณ์การตั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในเมืองไทยทั้งในรูปของบทควา มบทวิจารณ์ และบทกวี โดยในหน้า 6 ของหนังสือ เนื่องด้วยเหตุขัดข้องทางต้นฉบับทำให้เกิดพื้นที่ว่าง และไม่รู้ว่าจะนำเนื้อหาอะไรมาลงก็ไม่ทัน ดังนั้นสุเมธ สุวิทยะเสถียร ในฐานะผู้ผลิตจึงตัดสินใจด้วยอารมณ์ขัน โดยนำเอากรณีต่ออายุของจอมพลถนอม กับเหตุการณ์ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่เข้าด้วยกันเป็นข้อความลอยๆ 4 บรรทัดว่า

สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ
มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก 1 ปี
เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอก
เป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ

และจากข้อความดังกล่าว ดร. ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ อธิการบดีได้สั่งลบชื่อนักศึกษาชมรมคนรุ่นใหม่ที่ทำหนังสือจำนวน 9 คน ประกอบด้วย แสง รุ่งนิรันดรกุล วันชัย แซ่เตียว บุญส่ง ชเลธร วิสา คัญทัพ สมพงษ์ สระกวี สุเมธ สุวิทยะเสถียร ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ประเดิม ดำรงเจริญ และกุลปราณี เมฆศรีสวัสดิ์ ตามหนังสือมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 272/2516 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2516

ภายหลังการคุกคามเสรีวนการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อนักศึกษาทั้งในมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสถาบันการศึกษาอื่นๆ รวมทั้งสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้เป็นผู้ดำเนินการประท้วงที่หน้าทบวงมหาวิทยาลัย แต่ได้รับความเพิกเฉยจากรัฐบาล จึงได้มีการย้ายไปประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยก็ยิ่งมีนักศึกษาเข้าร่วมจำนวนมาก จนในที่สุดทางฝ่ายนักศึกษาก็ได้รับชัยชนะให้ยกเลิกการลบชื่อนักศึกษาทั้ง 9 คน และให้อธิการบดีพิจารณาตัวเองลาออก รวมทั้งมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือนที่รัฐบาลไม่รับปาก ทางผู้ดำเนินการชุมนุมคือนายธีรยุทธ บุญมีเลขาศูนย์ฯ ได้รับปากว่าจะเร่งรัดให้รัฐบาลเร่งร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา อันเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ที่มา – wikipedia.org / สถาบันพระปกเกล้า

keyboard_arrow_up