เปิดวงจรปิดนาที 3 โจ๋แค้นถูกตบไหล่ บุกถึงบ้านรุมแทง พ่อ 73 เข้าช่วยถูกกระซวกตาย (คลิป)

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.วังสะพุง ได้รับแจ้งเหตุว่า มีเหตุทำร้ายร่างกายที่หมู่ 1 ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อไปถึงพบนายภูมิพิทักษ์ มหาสิงห์ มีบาดแผลถูกฟันด้านหลัง และนายทองย้อน มหาสิงห์ อายุ 73 ปี พ่อของนายภูมิพิทักษ์ ถูกแทงเข้าบริเวณหน้าอก 2 แผล จนสุดท้ายเสียชีวิต เพราะได้เข้าไปห้ามไม่ให้ลูกชายถูกทำร้าย

วันที่ 19 ก.ค.62 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ได้ลงพื้นที่มาบ้านเลขที่ 137 หมู่ 1 ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย ที่ได้จัดงานศพของนายทองย้อน ซึ่งเป็นบ้านหลังที่เกิดเหตุ โดยนายเหน่ง (นามสมมติ) ลูกชายของผู้เสียชีวิตและน้องชายของนายภูมิพิทักษ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เวลาประมาณ 22.00 น. น้องสาวได้โทรศัพท์มาหาแล้วบอกว่าพ่อถูกฟัน ตนจึงรีบรุดมาที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงก็เห็นพ่อนอนจมกองเลือดอยู่กลางถนน โดยมีพยาบาลช่วยกันปั๊มหัวใจพ่ออยู่ ขณะนั้นตนสังเกตเห็นบาดแผลของพ่อ พบว่ามีรูตรงหน้าอกด้านขวาเพียง 1 แผล และเสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุพอดี ส่วนนายภูมิพิทักษ์ พี่ชายตนขณะนั้นยังพูดคุยได้ตามปกติ จึงไม่ได้สังเกตว่าพี่ชายมีบาดแผลบริเวณใดบ้าง แต่ตนมาทราบภายหลังว่าพี่ชายก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

นายเหน่ง (นามสมมติ) ) ลูกผู้เสียชีวิตและน้องนายภูมิพิทักษ์

หลังเกิดเหตุตนได้สอบถามญาติ จึงทราบว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 ชม. เห็นกลุ่มคนก่อเหตุได้มาที่บ้านตน และบอกพ่อตนที่นอนอยู่กับหลานหน้าบ้านว่า “มาหา พี่เหน่ง จะมากินเหล้ากับพี่เหน่ง” ซึ่งนายเหน่งในทีนี้ก็คือ ชื่อตน พ่อตนจึงนั่งคุยด้วยสักพัก กลุ่มคนเหล่านั้นจึงออกจากบ้านไป หลังจากนั้นกลุ่มนี้ได้มาที่บ้านอีกครั้ง จึงมาอีกครั้งแล้วได้มาก่อเหตุ ซึ่งตนยังไม่ได้สอบถามพี่ชายว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น โดยในวันนี้ตนได้ไปที่สภ.วังสะพุง ได้พบกับกลุ่มคนที่ก่อเหตุ เมื่อเห็นหน้า ยอมรับว่าตนไม่คุ้นหน้าและไม่เคยรู้จักกับคนก่อเหตุมาก่อน จึงไม่ทราบว่าคนกลุ่มนี้มาทำร้ายคนในครอบครัวตนทำไม และยิ่งตนฟังข้อกล่าวหาที่ตำรวจตั้งก็คิดว่าเบาไปไหม เพราะโดนเพียงข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่ตนคิดว่าการพกพาอาวุธนั้นเป็นเรื่องที่เจตนา

ทั้งนี้ ตนก็อยากรู้ถึงสาเหตุที่คนร้ายมาทำร้ายพ่อ เพราะไม่อยากให้พ่อเสียชีวิตแบบค้างคา และคนร้ายกระทำกับพ่อตนรุนแรงเกินไป ทั้งที่พ่อตนก็ก็แก่แล้ว จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการให้ถึงที่สุด อยากได้รับความยุติธรรม

ภาพเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิด

นอกจากนี้ ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 62 โดยพบว่าช่วงเวลาประมาณ 22:23:00 น. นายภูมิพิทักษ์ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณด้านข้างบ้าน แล้วหลังจากนั้นมีรถกระบะขับตามหลังมา แล้วก็มีคนลงมาจากรถกระบะ จากนั้นเวลาประมาณ 22:23:48 น. เป็นเหตุการณ์ตอนที่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังชุลมุนกัน โดยเห็นเหตุการณ์ตอนช่วงนี้ไม่ชัดเจน เพราะรถกระบะได้บังไว้อยู่ แต่สักพักนายทองย้อนก็ถูกชายคนหนึ่งลาก ส่วนนายภูมิพิทักษ์ก็ถูกลากไปด้วยเช่นกัน

จากนั้นเวลาประมาณ 22:24:23 น.  เป็นช่วงที่นายทองย้อนถูกลากจากหน้าบ้านมาอีกฝั่งถนน ทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์หลังจากนั้น ก่อนที่ในช่วงเวลาประมาณ 22:26:47 น. เป็นภาพรถกระบะของคนที่ก่อเหตุได้ขับออกไปจากพื้นที่

ด้าน พ.ต.ท.คณพศ ภูคงน้ำ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.วังสะพุง ให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องหาที่ 1 นายอรัญ บุญมา อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 นายพิพัฒน์ พลซา อายุ 22 ปี และผู้ต้องหาที่ 3 นายอนันต์ บุญมา อายุ 24 ปี โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 3 ข้อหาคือ 1. ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส, 2.พกอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และ 3.บุกรุกเคหะสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย

โดยผู้ต้องหาอ้างว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ขณะที่นายอรัญและนายพิพัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 กำลังนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเองนายภูมิพิทักษ์ได้มาที่ร้านค้าแห่งนี้เพื่อจะซื้อสุราแต่ร้านปิด เมื่อนายภูมิพิทักษ์หันไปเจอผู้ต้องหาที่รู้จักกัน แต่ไม่ได้สนิทสนม จึงขอดื่มสุราด้วย เวลาผ่านไปไม่นาน นายภูมิพิทักษ์ได้ไปตบไหล่นายอรัญ ผู้ต้องหาที่ 1 ทำให้นายอรัญไม่พอใจจึงพูดว่า “ทำไมพี่ถึงมาตบไหล่แรงจัง มีอะไรกับผมหรือเปล่า”

ภาพจำลองเหตุการณ์

เมื่อนายภูมิพิทักษ์ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้นจึงพูดว่า “มึงจะตีกูเหรอ เดี๋ยวกูกลับมา มึงรอกูอยู่นี่” จากนั้นก็ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากร้าน ทิ้งช่วงไป 1 ชั่วโมง นายอรัญและนายพิพัฒน์ก็ได้แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ก่อนถึงบ้านนายอรัญเพียง 10-15 เมตร นายอรัญได้ไปเจอนายอนันต์ ผู้ต้องหาที่ 3 ซึ่งเป็นน้อง จึงได้ขอบุหรี่ดูด ระหว่างนั้นเองนายภูมิพิทักษ์ก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์มาพร้อมกับถืออาวุธมีดลงมา แล้วก็ถามกับกลุ่มผู้ต้องหาว่า “มึงจะตีกูเหรอ” พร้อมกับชกแล้วก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับไปที่บ้าน หลังจากนั้นนายอรัญและนายอนันต์ก็ได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับไปที่บ้านตัวเอง เพื่อจะไปเอารถกระบะตามไปบ้านนายภูมิพิทักษ์ ระหว่างทางก็ไปเจอกับนายพิพัฒน์ผู้ต้องหาที่ 2 พอดี จึงได้พากันไปที่บ้านนายภูมิพิทักษ์

เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ทั้ง 3 คนได้ลงจากรถ โดยคนที่ถือมีดปลายแหลมลงไปคือนายพิพัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 2 ขณะนั้นนายภูมิพิทักษ์ก็ได้ตะโกนบอกนายทองย้อนผู้เป็นพ่อว่า จะมีคนมาทำร้ายร่างกาย เมื่อนายทองย้อนได้ยินเช่นนั้น จึงได้ถือมีดตะขอออกมาฟัน ส่วนในมือนายภูมิพิทักษ์ก็ได้ถือมีดตะขอเช่นกัน หลังจากนั้นก็เกิดเหตุชุลมุน จนสุดท้ายนายพิพัฒน์ได้ก่อเหตุแทงนายทองย้อน ส่วนสาเหตุที่กระทำลงไป ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว

นายมา (นามสมมติ) พ่อและลุงของผู้ก่อเหตุ

ขณะที่นายมา (นามสมมติ) พ่อและลุงของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า นายอรัญและนายอนันต์เป็นลูกชายของตน ส่วนนายพิพัฒน์เป็นหลาน ซึ่งตนไม่ทราบมาก่อนว่าทั้ง 3 คนจะไปก่อเหตุ เพราะหลังเกิดเรื่องทั้ง 3 คนก็มานอนที่บ้านปกติ ไม่มีท่าทีว่าจะไปก่อเหตุมา จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหา ตนก็ตกใจที่ทั้ง 3 คนได้ไปก่อเหตุเช่นนี้ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ทราบว่าทำไปเพราะอะไร เพราะยังไม่ได้คุยกัน แต่คิดว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกฮอล์ โดยปกติลูกหลานตนไม่ใช่คนเกเร เป็นคนขยันทำงาน ไม่เคยไปก่อเหตุทำร้ายคนอื่น ซึ่งตนก็คอยเตือนลูกเสมอในการประพฤติตัว หลังจากนี้ก็คงจะประกันตัวลูกออกมา

keyboard_arrow_up