เปิดหลักฐานเด็ด เด็ก 14 ตาย ที่แท้ถูกฆ่า – พยานแฉฆาตกรแบ่งงาน บีบคอ ลากศพไปทิ้ง (คลิป)

จากกรณที่พ่อและแม่ของ ด.ช.กฤษฏา แซ่โซ้ง วัย 14 ปี จากจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางเข้าร้องเรียนกับทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 62 ว่าติดใจการตายของลูกชาย ว่าจะเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เพราะศพของลูกผิดธรรมชาติ ประกอบกับคลิปจากกล้องวงจรปิดดูคล้ายมีคนพยายามนำศพใส่เสื่อม้วนไปอำพรางที่เกิดเหตุ โดยเหตุเกิดวันที่ 24 ก.พ. 61 พื้นที่ สภ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด หลังจากนั้นตำรวจสรุปว่าลูกชายตนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิด

วันที่ 15 ก.ค. 62 นางอิ่ม (นามสมมติ) ย่าของผู้ตาย เปิดใจว่า ช่วงแรกที่ครอบครัวทราบว่าหลานชายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุก็ไม่มีใครติดใจอะไร เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำคดีลักษณะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเช่นเดียวกัน จนกระทั่งหลังจากฌาปนกิจศพไปแล้ว ได้มีรุ่นพี่คนสนิทของหลานชายเดินทางมาที่บ้าน พร้อมกับไปจับที่รูปภาพหลาน และมีลักษณะจะร้องไห้ จากนั้นได้หันไปจับมือพ่อของหลานชาย และพยายามเล่าเรื่องราวให้ครอบครัวฟังว่าหลานตนถูกฆ่าตาย ไม่ใช่อุบัติเหตุ โดยมีคนใช้ไม้ทุบที่หัว จนกระทั่งชักเกร็งและเสียชีวิต ทีแรกครอบครัวก็ไม่ได้ปักใจเชื่อทั้งหมด จนกระทั่งได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน และออกตามหากล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ แม้ว่าตำรวจจะอ้างว่าไม่มีกล้องวงจรปิดในเส้นทางเหล่านั้นก็ตาม แต่ครอบครัวได้ภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสี่แยกหน้าวัดหนองไผ่ ไว้เป็นกล้องของเทศบาล ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ที่มีการเคลื่อนย้ายร่างของหลานชาย และมีขาโผล่ออกมา จึงมั่นใจว่ามีการฆ่าอำพรางศพอย่างแน่นอน

นางอิ่ม (นามสมมติ) ย่าผู้เสียชีวิต

และจากภาพในกล้องวงจรปิดก็สามารถเห็นบุคลิกได้ชัดเจน โดยคนขับและคนประคองด้านหลังก็คือคนที่รู้จักกันในหมู่บ้าน เป็นคนใกล้ชิดและสนิทสนมกับหลานชาย โดยไม่คิดว่าจะก่อเหตุนี้ขึ้นได้ อีกทั้งจากคำบอกเล่าของรุ่นพี่ที่เข้ามาเล่าเรื่องราวให้ฟัง ได้ชี้ตัวคนที่อยู่ในเหตุการณ์และคนกระทำได้อย่างชัดเจน และยืนยันตัวของคนที่ใช้ไม้ทุบตีหัว ดังนั้นครอบครัวจึงเชื่อมั่นในพยานหลักฐาน และอยากให้คดีนี้ได้รับความเป็นธรรม

ส่วนพิรุธในวันเกิดเหตุ หลังจากที่หลานชายหายออกจากบ้านไป จนกระทั่งไปเป็นศพนอนอยู่บริเวณข้างทางพร้อมกับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเหตุการณ์คล้ายกับอุบัติเหตุ ได้มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่ครอบครัวสงสัยว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุ ได้เข้ามาที่บ้านเพื่อบอกว่าหลานชายเสียชีวิตแล้วอยู่บริเวณข้างทาง ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ ก่อนที่จะรีบออกจากบ้านและหายตัวไป จนกระทั่งครอบครัวไปรับศพมาที่บ้าน และได้มีการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะบรรจุลงไปในโลง พบว่าชายคนดังกล่าวมีลักษณะทำทีมาดูต้นทาง และสังเกตในระหว่างขั้นตอนการอาบน้ำ จนกระทั่งบรรจุหลานลงไปในโลงเรียบร้อยแล้ว ชายคนดังกล่าวก็หายไป และยังพบว่ากลุ่มคนทั้งหมดที่รุ่นพี่ชี้ตัวไว้ รวมถึงชายคนที่เข้ามาบอกว่าหลานชายตายแล้วนั้น ก็ไม่ได้มาปรากฏตัวในงาน หรือฟังสวดอภิธรรมศพแต่อย่างใด

ตำแหน่งบาดแผลที่พบบนร่างผู้เสียชีวิต

ส่วนรอยบาดแผลและสภาพศพของ ด.ช.โอมขณะเสียชีวิต พบว่ามีบาดแผลเป็นรอยยุบบริเวณกะโหลกด้านหลัง เนื่องจากถูกของแข็งไม่มีคมทุบ ตาขวาถลนออกจากเบ้าตา บริเวณนิ้วเท้าด้านขวามีรอยถลอก โดยญาติเชื่อว่าเกิดจากการไถลไปกับพื้น ขณะที่ลากศพ

นายเอ็ม (นามสมมติ) รุ่นพี่ของผู้ตาย

ด้านนายเอ็ม (นามสมมติ) รุ่นพี่ของผู้ตาย ซึ่งเป็นคนพิการทางการได้ยิน ได้สื่อสารเป็นภาษามือผ่านนายนิด อันฐะไชย หรือ ผู้ใหญ่นิด ผู้ใหญ่บ้าน โดยได้ลำดับเหตุการณ์ พร้อมทั้งเขียนชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ สรุปใจความว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการคฆ่า ด.ช.โอม 3 คน คือคนทุบ คนบีบคอและจัดฉาก แต่คนอื่นเป็นส่วนสนับสนุนและอยู่ในเหตุการณ์ โดยมีพ่อของนายเก้อ (นามสมมติ) เพื่อนสนิทผู้ตายเป็นคนลงมือทุบด้วยไม้ความยาวเท่าศอก ที่บริเวณทุ่งนานอกหมู่บ้าน ไม่ได้เกิดขึ้นจากบ้านขอนายเก้อ และยืนยันอีกครั้งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย โดยใช้อาวุธทุบที่หัวด้านหลัง จนกระทั่งชักเกร็งและเสียชีวิตในที่สุด

ข้อพิรุธการเปลี่ยนกางเกง

นอกจากนี้ รุ่นพี่ของผู้ตายยังเปิดเผยพิรุธเกี่ยวกับการจัดฉากอำพรางศพ โดยมีการเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งมีนายปอม (นามสมมติ) เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่ก่อเหตุ ถอดกางเกงของตัวเองไปสวมใส่ให้กับผู้ตาย ซึ่งเทียบเคียงได้จากภาพถ่ายของศพ และภาพกางเกงของเพื่อนในกลุ่ม โดยรุ่นพี่ของผู้ตายยืนยันชัดเจน เพราะเห็นพฤติกรรมและการสวมกางเกงหลังจากที่ ด.ช.โอมเสียชีวิตแล้ว

บุคคลที่เกี่ยวข้อง

โดยในคืนวันเกิดเหตุมีบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมด 6 คน คือ นายปอม เป็นคนบีบคอ, นางรุน แม่นายเก้อ เป็นผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ขนศพช่วงแรก, นายเมตร พ่อนายเก้อ เป็นคนทุบและอุ้มศพด้านหลังในช่วงขนศพช่วงแรก โดยนายเก้อเป็นคนอุ้มขนศพช่วงที่ 2 โดยมีนายเป๊บซี่เป็นคนขี่ ส่วนนายอาทิตย์ เพื่อนในหมู่บ้าน ยืนสูบบุหรี่ดูเหตุการณ์ โดยคาดว่ามีการนัดออกไปเจอกันทุ่งนา ก่อนจะทะเลาะกันโดยไม่ทราบสาเหตุ

keyboard_arrow_up