แท็กซี่โจรชิงเงินคน เอาไปเลี้ยงลูก โดนแม่แฉทำตัวแย่ ขอสังคมงดสงสาร (คลิป)

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 62 น.ส.ภสิริ จันทรเนตร์ อายุ 58 ปี ผู้เสียหาย ถูกคนขับแท็กซี่ได้ใช้มีดคัตเตอร์จี้ชิงทรัพย์ ด้วยความหวาดกลัว จึงยอมถอดสร้อยคอพร้อมพระเครื่องให้ไป ก่อนจะฉวยจังหวะคนร้ายเผลอรีบเปิดประตูรถหลบหนี และเข้าแจ้งความกับตำรวจ จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (27 เม.ย.) สามารถจับกุมตัวคนก่อเหตุได้ คือ นายศิวพล เดชภูวดล อายุ 36 ปี นั้น

นางแต้มสุข ประเสิร์ฐ แม่ผู้ก่อเหตุ

วันที่ 28 เม.ย. 62 นางแต้มสุข ประเสิร์ฐ อายุ 60 ปี แม่ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ตนทราบเรื่องว่าลูกชายก่อเหตุชิงทรัพย์ ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมารวบตัวลูกชายที่บ้าน ยอมรับว่า สับสนว่าลูกชายไปก่อเหตุอะไรมา จนกระทั่งลูกชายนำพระเครื่องมามอบคืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทราบว่าไปก่อเหตุชิงทรัพย์ โดยที่ผ่านมา แม้ว่าลูกชายจะเป็นเสาหลักครอบครัว และทำงานขับรถแท็กซี่มากว่า 8 ปี แต่ไม่เคยก่อเหตุชิงทรัพย์ หรือทำอันตรายผู้โดยสาร แต่ยอมรับว่าเคยต้องคดียาเสพติดมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งออกมาขับรถแท็กซี่เลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งรถแท็กซี่คันดังกล่าว ตนก็เป็นคนซื้อให้ ราคา 1 ล้านกว่าบาท

ทั้งนี้ ปัญหาการเงินในครอบครัวก็มีบ้าง เนื่องจากพ่อป่วยมะเร็ง และมีภาระเลี้ยงดูลูกอีก 5 คน แต่ก็มีญาติคอยช่วยเหลือ และไม่ได้ขัดสนมาก ซึ่งตนรู้สึกผิดหวัง เสียใจในการกระทำของลูกชาย ไม่คิดว่าจะกล้าก่อเหตุชิงทรัพย์ ปล้นพระเครื่อง ซึ่งตนได้ถามลูกชายว่า “ทำไปทำไม” ลูกตอบสั้น ๆ ว่า “ชั่ววูบ” หลังจากนี้ ครอบครัวจะไม่มีการประกันตัว ให้ลูกชายรับโทษจากการกระทำผิดของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นิสัยใจคอลูกชายเป็นคนดื้อรั้น ก้าวร้าว ตั้งแต่เด็กจนโต เรียนไม่จบ ซ้ำยังมีคดีความ อีกทั้งที่ผ่านมายังกวาดพระเครื่องของที่บ้านไปขายทั้งหมด

น.ส.ดาริกา ทับคำ ภรรยาผู้ก่อเหตุ

น.ส.ดาริกา ทับคำ อายุ 34 ปี ภรรยาผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า วันก่อเหตุหลังสามีจี้พระเครื่องมาแล้ว กลับมาบ้านด้วยอาการตัวสั่น แล้วนำพระเครื่องมาให้เก็บไว้ จากนั้นตนจึงถามว่า “นำพระมาจากไหน ของใคร” สุดท้ายสามียอมบอกว่า “ไปก่อเหตุจี้พระมา” ทันทีที่ทราบตนรู้สึกตกใจมาก แม้ว่าสามีไม่ได้ทำร้ายร่างกาย แต่รู้สึกเป็นห่วงผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่ไม่พาไปมอบตัวหลังก่อเหตุนั้น เนื่องจากสามีกลัวถูกจับแล้วไม่มีโอกาสเจอหน้าลูกอีก

ทั้งนี้ ครอบครัวมีปัญหาเรื่องการเงินจริง ต้องใช้จ่ายในครอบครัวจำนวนมาก ทั้งดูแลพ่อที่พิการ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ดูแลแม่ และลูกอีก 5 คน ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เปิดเรียน ภายหลังจากที่ตนและสามีจ่ายค่าเทอมครบหมดแล้ว เหลือเพียงต้องซื้อชุดนักเรียนของลูกอีก 5 คน เท่านั้น ซึ่งสามีก่อเหตุครั้งนี้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เพียงเพราะต้องการซื้อชุดนักเรียนให้ลูก ตามที่สัญญาเอาไว้

นอกจากนี้ ยืนยันว่าสามีเป็นคนดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน รักลูก รักครอบครัวมาก ปรับตัวเป็นคนดี เสียใจที่ก่อเหตุเพราะคิดน้อย หลังจากนี้ ตนอยากประกันตัวสามี เพราะไม่มีเสาหลักครอบครัว ไม่มีรายได้ และเป็นห่วงลูกที่กำลังจะเข้าโรงเรียน ตนต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ และกังวลว่าลูกจะมีชุดนักเรียนทันใส่เข้าโรงเรียนหรือไม่

keyboard_arrow_up