ย้อนอ่านแถลงการณ์แอมเนสตี้ ‘คัดค้านโทษประหาร’ ชี้ไม่ทำให้คนทำผิดลดลง

จากกรณีพบศพ นักท่องเที่ยวสาวเยอรมัน น.ส.บีลเทอ มิเรียม อายุ 27 ปี ถูกข่มขืนและฆาตกรรม ที่บริเวณท้ายทอยที่ตีด้วยของแข็ง จนคอหัก ส่วนที่บริเวณใบหน้าและศีรษะ ถูกของแข็งกระแทกจนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ และถูกหมกศพอำพราง ที่เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 เม.ย. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว นายรณกร ร่มรื่น อายุ 24 ปี ผู้ต้องสงสัยไว้ได้ และจากการสอบสวนยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง นายรณกร ก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง และเป็นผู้ลงมือฆาตกรรมอำพราง หญิงสาวรายดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าผู้ตาย จะนำเรื่องที่ถูกตนเองข่มขืนไปแจ้งตำรวจ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กระแสการกล่าวถึงโทษ “ข่มขืน=ประหาร” กลับมาเป็นที่พูดถึงในสังคมอีกครั้ง และแน่นอนว่ากรณีนี้ยังคงมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ออกแถลงการผ่านทางเว็บไซต์ amnesty.or.th และเพจเฟซบุ๊ก Amnesty International Thailand เพื่อขอคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด โดยระบุว่า…

ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าโทษประหารจะส่งผลให้บุคคลยั้งคิดก่อนกระทำความผิดอย่างชัดเจน การที่ทางการไทยคาดหวังว่ามาตรการเช่นนี้จะช่วยลดการก่ออาชญากรรม จึงเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง โทษประหารนับเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีมากสุด ทั้งไม่ได้เป็น “คำตอบสำเร็จรูป” ที่ช่วยแก้ปัญหาที่ทางการต้องการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

หลังผ่านไปเกือบ 10 ปีที่ไม่มีการประหารชีวิต การประหารชีวิตครั้งนี้นับเป็นความถดถอยสำคัญในเส้นทางไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตของไทย รัฐบาลไทยต้องยุติแผนการใด ๆ ที่จะประหารชีวิตประชาชนอย่างต่อเนื่อง และจัดทำความตกลงชั่วคราวเพื่อยุติการใช้โทษประหารชีวิต”

“ไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าโทษประหารจะส่งผลให้บุคคลยั้งคิดก่อนกระทำความผิดอย่างชัดเจน…

โพสต์โดย Amnesty International Thailand เมื่อ วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2018

keyboard_arrow_up