ลูกจ้างแสบไว้ใจมา 10 ปี ขโมยเพชร 10 ล้าน! คนสนิทยันไร้นิสัยโจร – ญาติวอนสู้คดี ห่วงลูก แม่ป่วย (คลิป)

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 ม.ค. 62 นายรัตน์ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเพชร เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนางสา อายุ 44 ปี ซึ่งเป็นพนักงานขายประจำร้าน ได้ขโมยชุดเครื่องเพชรและเครื่องประดับอัญมณี กว่า 100 รายการ รวมมูลค่า 10 ล้านบาทหายไป

นายรัตน์ (นามสมมติ) เจ้าของร้านเพชร

ความคืบหน้า วันที่ 29 ม.ค. นายรัตน์ (นามสมมติ) เจ้าของร้านเพชร เปิดเผยว่า ที่ร้านในแต่ละสาขาจะมีพนักงานที่ไว้ใจได้ประจำอยู่ 1 คน หน้าที่ประจำของพนักงานคือการขาย ดูแลสินค้า ทุกเช้าก่อนห้างเปิดก็จะต้องมาจัดเตรียมสินค้าเพื่อขาย ซึ่งพนักงานขายก็จะต้องดูแลกุญแจและรหัสตู้เซฟ และปล่อยให้พนักงานขายไปตามปกติ ไม่ได้เข้มงวด เพราะอาศัยความไว้ใจ ส่วนพฤติกรรมของพนักงานขายคนดังกล่าว ไม่มีแนวโน้มหรือส่อไปในทิศทางทุจริต อีกทั้งพนักงานคนดังกล่าวเคยร่วมงานกันมารวมแล้วเกือบ 10 ปี ลักษณะการทำงานจะดูแลกันแบบคนในครอบครัว

นางสา ผู้ถูกกล่าวหา

โดยก่อนวันที่ 18 ม.ค. ยังสามารถติดต่อพูดคุยกับพนักงานขายคนดังกล่าวได้ตามปกติ กระทั่งในวันที่ 19 ม.ค. เริ่มขาดการติดต่อ ขณะนั้นบริษัทเข้าใจว่าพนักงานขายไม่สบายและไม่ได้โทรมาลา แต่ทั้งนี้ก็พยายามติดต่อทุกช่องทาง เพราะบริษัทจะเข้าไปรอกุญแจเซฟที่พนักงานขายคนนั้นนำติดตัวไป โดยไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตว่ามีอะไรเกิดอะไรขึ้นกับสาขาที่พนักงานรายนี้ประจำอยู่

ตู้เพชร
ตู้นิรภัยที่เก็บเพชร

ส่วนเรื่องกรณีที่ลูกค้าซื้อสินค้าภายในร้านและกลายเป็นเพชรปลอมนั้น เบื้องต้นทางบริษัทยังไม่ทราบรายละเอียด ต้องรอสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว ว่ามีการสลับหรือเปลี่ยนสินค้าหรือไม่ แต่ยืนยันว่าที่ร้านขายแต่ของจริงไม่มีของปลอม

้งนี้ อยากจะฝากเตือนสังคมโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของร้านให้ระมัดระวัง และรอบคอบมากขึ้น ยอมรับในความผิดพลาดครั้งนี้ที่บริษัทหละหลวม ไม่ได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ปล่อยให้พนักงานทำงานด้วยความไว้ใจ จนกระทั่งลงมือก่อเหตุขึ้น พร้อมทั้งฝากถึงพนักงานขายคนน้ให้ยอมรับผิด และเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอยากจะฝากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีโดยเร็ว

ภาพจากกล้องวงจรปิด

นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดจากซุปเปอร์มาร์เก็ตบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะที่คนก่อเหตุมีลักษณะคล้ายกำลังเคลื่อนย้ายเพชรออกจากร้าน ซึ่งทำทีหยิบเอากระเป๋าสีดำออกจากรถเข็นเดินเข้าไปที่ตู้เซฟ ก่อนจะหยิบกล่องพาสติกสีขาว ถุงพลาสติกสีขาว และกระเป๋าสีดำ มาใส่ไว้ในรถเข็นของห้าง ก่อนจะเดินผ่านกล้องวงจรปิดออกไป

นายเจริญ (นามสมมติ) คนสนิทนางสา

นายเจริญ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี คนสนิทนางสา ในฐานะผู้ที่เคยร่วมงานขายเพชรด้วยกันมาก่อน เปิดเผยว่า ตนเองทราบว่านางสาได้แบ่งสัดส่วนกำไรกับนายรัตน์ เจ้าของร้าน ในสัดส่วน 60:40 แต่คนที่ต้องจ่ายค่าเช่าทั้งหมดคือนางสา โดยลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายกับลงทุนร่วมกัน เพราะหากเป็นพนักงานขายคงไม่ต้องรับผิดชอบค่าเช่า ที่มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท แต่ส่วนตัวไม่ทราบว่าทำไมนางสาจึงตัดสินใจกระทำลงไปแบบนั้น แต่อาจมีเรื่องส่วนตัวบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ ยืนยันว่าเจ้าตัวไม่ใช่คนเล่นการพนัน จึงไม่ทราบว่าจะนำเงินเหล่านั้นไปจ่ายหนี้อะไรหรือไม่

ส่วนกรณีข่าวที่บอกว่าเพชรที่หายไป มีมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาทนั้น เชื่อว่าไม่เป็นความจริง เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมามีการขายระบายสินค้าออกไป ยังได้มีโปรโมชั่นส่วนลดกว่า 70% และเป็นการขายสินค้าในสต๊อกกว่า 200 ชิ้น ไม่มีการเติมสินค้าในตู้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เพชรจะยังคงอยู่ครบ และมีมูลค่าเท่าเดิม ส่วนตัวมองว่าทั้งหมดในตู้มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

บรรยากาศหมู่บ้านของนางสา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในบ้านของนางสา พบว่ามีผู้สูงอายุและป่วยด้วยโรคมะเร็ง นอนติดเตียงอาศัยอยู่ 1 คน อีกทั้งมีลูกน้อยวัย 7 ขวบ อาศัยขวบอยู่ภายในบ้าน โดยนางน้อย (นามสมมติ) พี่สาวของนางสา พนักงานขายเพชร บอกว่า ติดต่อน้องสาวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเดินทางกลับมาที่บ้านเพื่อเก็บของออกไป เช่น อุปกรณ์แต่งหน้าบนโต๊ะเครื่องแป้ง เสื้อผ้า โดยเจ้าตัวบอกว่าจะออกไปส่งของให้ลูกค้า เชื่อว่าในวันที่นางสาย้อนกลับมาที่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่ปรากฏภาพตามกล้องวงจรปิด ที่ได้มีการเข้าไปเคลื่อนย้ายเพชรที่ร้าน แต่ขณะที่เข้ามาภายในบ้านไม่ได้ถือของ หรือหิ้วกระเป๋าสีดำเข้ามาแต่อย่างใด

นางน้อย (นามสมมติ) พี่สาวของนางสา

นางน้อย บอกด้วยว่า น้องสาวเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นคนสปอร์ต รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายที่บ้าน ซึ่งมีค่อนข้างสูง เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่ารักษาพยาบาลของแม่ที่ป่วย และค่าอาหารการกิน ตนเองจึงไม่ทราบว่านางสาตัดสินใจกระทำลงไปเพื่ออะไร ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงหลังจากที่ออกจากบ้านไปโดยขาดการติดต่อ ลูกชายนางสาก็ร้องไห้ อยากบอกเขาว่าคิดถึง อยากให้กลับมาสู้กับความจริง ไม่มีใครทำอะไรได้ เชื่อว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์พอ และให้เป็นไปตามกระบวนการ หากขโมยเพชรไปจริง เจ้าตัวก็ต้องถูกดำเนินคดี แต่ญาติก็จะร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อประกันตัว คนภายในบ้านไม่ได้มีใครโกรธ เพียงแต่รอฟังความจริงจากปากนางสา

keyboard_arrow_up