ทนายอนันต์ชัย โดดช่วยคนบ้าคดี “ซูลุยผิว” – คนใบ้ซี้ “ฝน” ปัดเอี่ยวพาเด็กหาย (คลิป)

จากกรณี นายฝน ชายสติไม่ดีในหมู่บ้าน ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพรากผู้เยาว์ เด็กชายซูลุยผิว หรือ น้องต้าแง อายุ 2 ขวบ สัญชาติเมียนมา ซึ่งพลัดหลงในไร่อ้อย จนกระทั่งพบว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยกลุ่มชาวบ้านไม่เชื่อว่านายฝนจะมีส่วนเกี่ยวข้องจนเป็นเหตุให้น้องต้าแงเสียชีวิต (อ่าน : มัคนายก ยันคนบ้าไม่เกี่ยวฆ่าเด็กพม่า หายจากวัด 20 นาทีแค่ไปกินยา – พ่อชี้พิรุธวันจำลองเหตุ)

นายโจ (นามสมมติ) เจ้าของร้านชำใกล้วัด

วันที่ 3 ม.ค. 62 นายโจ (นามสมมติ) เจ้าของร้านชำใกล้วัด ระบุว่า ปกติแล้วนายฝนจะชอบมาซื้อน้ำอัดลมที่ร้านเป็นประจำทุกวันช่วงเช้า และช่วงสาย พระที่วัดก็จะให้เขามาซื้อกาแฟกระป๋อง ประมาณ 3-4 กระป๋อง ส่วนวันเกิดเหตุ ตนไม่มั่นใจว่านายฝนมาซื้อของตอนไหน แต่ก่อนเกิดเหตุที่วัดต้องเตรียมจัดงานปริวาสกรรม และมักจะให้นายฝนมาซื้อกาแฟกระป๋องทุกวัน กรณีที่นายฝนจะอาศัยช่วงเวลาราว 15-20 นาที ปั่นจักรยานไปเข้าป่าอ้อย ตนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะนายฝนชอบอยู่แต่วัด งานบวช งานศพ หากจะไปข้างนอกหมู่บ้าน ก็มักจะไปตลาดนัด หรือที่มีชุมชนคนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ฝนจะชอบตีระฆัง ตีกลองเพลที่วัด

หลังจากฝนถูกควบคุมตัว ตนก็รู้สึกใจหาย ซึ่งกรณีที่คนทั้งหมู่บ้านไม่มีใครเชื่อว่านายฝนจะเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพราะรักเขามาก แต่เนื่องจากมักจะเห็นนายฝนอยู่ที่วัดเป็นประจำ ตนมองว่าแม้นายฝนจะสติไม่ดี ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่การถูกกล่าวหานั้น เหมือนกับกำลังสร้างตราบาปให้กับคนไม่ได้ทำความผิด

นางสุนทร จุ้ยทรัพย์ แม่ของนายอำนาจ คนใบ้

ด้านนางสุนทร จุ้ยทรัพย์ แม่ของนายอำนาจ จุ้ยทรัพย์ หรือ อ๊อด คนใบ้ เพื่อนสนิทนายฝน เปิดเผยว่า ลูกชายตนเองเป็นคนซื่อ ชอบไปช่วยงานบุญในชุมชน ยืนยันว่าลูกชายสนิทกับนายฝนจริง และ 2 คนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก มักจะไปเจอกันตามงานศพ งานบวช  ยอมรับว่าช่วงที่นายฝนถูกจับ ลูกชายตนก็มาบอกตนว่า นายฝนถูกตำรวจจับไป โดยทำท่าทางให้ตนดู ลักษณะคือ ท่าคนปั่นจักรยาน พร้อมถูกมัดมือ และโบกมือว่าไปแล้ว ซึ่งแปลว่านายฝนถูกตำรวจจับไปแล้ว

ตนจำวันที่ลูกชายมาบอกไม่ได้ จำได้เพียงช่วงที่ตนกำลังขายอาหารอยู่ในเวลากลางวัน เนื่องจากขณะนั้นตนก็เห็นรถตำรวจเข้ามาในชุมชนหลายคัน ขณะนั้นตนจึงบอกให้ลูกชายว่าอย่าพูดมาก เพราะกลัวว่าจะมีความผิดไปด้วย เนื่องจากไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่าฝนก่อเหตุ เพราะฝนเป็นคนซื่อ เป็นคนรักเด็ก ไม่เคยสร้างปัญหาให้ในชุมชน

โดยเฉพาะเรื่องการสอบถามเส้นทาง นายฝนจะพูดตามคำท้ายเสมอ เช่นหากถามว่า “ไปซ้ายหรือขวา” ฝนจะตอบว่า “ไปขวา” หากถามว่า “ไปขวาหรือซ้าย” ฝนจะตอบว่า “ซ้าย” คือตอบคำท้ายเสมอ เพราะสมองเข้าไม่รับรู้อะไร ขนาดจะซื้อข้าวร้านตน ยังกำเงินมาถามว่า พอไหม และให้ตนหยิบเงินเอาเอง

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ (แฟ้มภาพ)

ด้าน นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เปิดเผยว่า นางพเยาว์ พี่สาวของนายฝน โทรศัพท์หาตนและขอให้ช่วยเหลือ เนื่องจากทางบ้านมีความทุกข์ใจมาก ซึ่งจากการที่ตนติดตามคดีดังกล่าว พบว่านายฝนไม่ได้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว จิตใจดี ไม่มีพิษมีภัย ชอบเข้าวัด ซึ่งไม่มีทางที่จะทำชั่วได้ ซึ่งการจะไปสอบปากคำนายฝน ไม่สามารถใช้นักจิตวิทยาได้ เพราะไม่มีความรู้เรื่องโรคออทิสติก ดังนั้นต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง ตอนนี้นายฝนอยู่ที่บ้านพักสถาบันกัลยา เท่ากับว่าถูกคุมขังและไม่ได้พบกับญาติพี่น้อง ญาติของนายฝนจึงมีความทุกข์ใจมาก

โดยในการช่วยเหลือ ตนจะมีการยื่นขอประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โดยวิธีการคือไม่มีหลักประกัน แต่จะเป็นการให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน เจ้าอาวาส และคนในชุมชนช่วยกันล่าชื่อ เพื่อรับรองว่าวันเกิดเหตุนายฝนอยู่ที่ใดกับใคร และอาจจะมีการขอให้ใช้เครื่องมือคุมขัง เช่น ข้อมือนักโทษ เมื่อนายฝนออกมาได้ ก็จะสามารถใช้วิธีการสอบสวนทางกฎหมายแบบปกติได้ ซึ่งถือว่าเป็นผลดี เพราะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้สะดวกขึ้น โดยตนจะขอข้อมูลจากนางพเยาว์ เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งนั้น ตนยังไม่เห็นว่านายฝนจะทำอะไรที่ผิดถึงข้อหานั้น

อย่างไรก็ตาม ตนเองต้องการช่วยนายฝนเพราะตนเองเป็นพ่อคน และคิดว่าถ้าฝนเป็นลูก และไม่ได้กระทำความผิดจะเป็นอย่างไร เนื่องจากมีหลายคนเห็นว่าฝนอยู่ที่วัด จากนั้นอยู่มาวันหนึ่งฝนถูกจับ ตนจึงมีความรู้สึกที่อยากจะช่วย ซึ่งช่วยด้วยใจจริงจนจบคดี

keyboard_arrow_up