นักวิชาการมอง “ผี” เป็นกลไกแก้ปัญหาชุมชน ไม่ยืนยันว่ามีจริงหรือไม่ ชี้บางเรื่องวิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้

ภายหลังจากชาวบ้านในพื้นที่ ม.4 ต.ท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ต่างพากันแตกตื่นกับผีกระสือ เพราะมีผู้คนพบเห็นดวงไฟลอยตอนกลางคืน

ภาพดวงไฟที่พบในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

วันที่ 7 ธ.ค. 61 ดร.ธนเดช ต่อศรี อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยทำงานวิจัยปริญญาเอก เรื่องผีกับบริบททางสังคม ประเพณี โดยได้กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมประเพณี ที่มีความเชื่อเรื่องดังกล่าว จึงมีความผูกพันกับเรื่องพวกนี้มาช้านาน

โดยแบ่งผีออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.ผีที่ “ไหว้ดีพลีถูก” ก็จะมีทั้งคุณและโทษ คือผีเฮือน หรือผีเรือน ผีปู่ตา ผีหลักเมือง ส่วนผีประเภทที่ 2 เป็นผีที่ไม่ไล่ก็ตาย หรือผีที่ก่อความวุ่นวาย คือผีปอบ ผีกระสือ ผีกะ ผีแม่หม้าย ซึ่งผีประเภทที่ 2 นั้นมีอำนาจ หรือส่งผลต่อจิตใจคนมากที่สุด

ดร.ธนเดช ต่อศรี นักวิชาการ

ถ้ามองว่าทำไมถึงมีผีเกิดขึ้นในสังคมไทย อยากให้มองในแบบรูปธรรม ตัวกลางของการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขก็คือกฎหมาย แต่ถ้าเป็นชุมชนต่างจังหวัดหรือที่ห่างไกล ต้องใช้ความเชื่อที่จะมาช่วยควบคุมและช่วยสร้างความสงบให้สังคม ผีจึงเหมือนกฎหมายในรูปแบบนามธรรม ที่คอยควบคุมทางด้านจิตใจ ซึ่งมันเป็นกลไกลของชุมชนหรือชนบทนั้น ๆ

ยกตัวอย่าง เช่น ชุมชนนี้มีไก่ตายยกเล้า ต่อมามีคนรูปร่างสูงใหญ่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อะไรที่จะเป็นตัวอธิบายเรื่องเหล่านี้ เรื่องของผีก็เข้ามา เมื่อเรื่องของผีเข้ามาก็ต้องมีคนมาปราบผี เมื่อปราบเสร็จชุมชนก็จะกลับมาสงบเหมือนเดิม ดังนั้นในพื้นใดที่มีเรื่องพวกนี้ แปลว่าสังคมในชุมชนนั้น ๆ มีอะไรผิดปกติไปจากเดิม หรือชุมชนนั้นอาจจะต้องการแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่าง เพราะแต่ละชุมชนจะมีการปรับเปลี่ยนทุกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์คนพบเจอผี หรือสิ่งลี้ลับ

ดังนั้น ผีแต่ละตัวมันมีหน้าที่ของมัน ซึ่งจะเป็นผีอะไรก็ต้องขึ้นอยู่กับชุมชน หรือหมู่บ้านนั้น ๆ ว่าเคยมีประวัติอะไรมาก่อน ส่วนตัวแล้วแม้ว่าจะศึกษาเรื่องผีมาก็จริง แต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง ดังนั้นจะบอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็บอกว่าไม่มี แต่อย่าลืมว่าวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้สามารถแก้ไขปริศนาได้ทุกเรื่อง

keyboard_arrow_up