พ่อโจ๋ 17 ถูกยิงดับ ชี้ “ลุงวิศวะ” ขับจี้ตามเด็ก ถึงเกิดเหตุสลด – ทนายเผย คลิปในรถคือหลักฐานมัด อ้างป้องกันตัวฟังไม่ขึ้น (คลิป)

จากกรณีลุงวิศวะยิงกลุ่มวัยรุ่น ที่บริเวณสามแยกหน้าครกใหญ่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 60 ซึ่งศาลได้มีผลตัดสินให้ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา รับโทษจำคุก 10 ปี และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวของนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี เป็นจำนวนเงิน 340,000 บาทนั้น

วันที่ 27 ก.ย. 61 “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34  ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.20 น. ได้เชิญนายสหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ พ่อของนายนวพล ผู้ตาย, นายวันชัย แสงสุวรรณ ทนายของครอบครัวผู้ตาย และนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมมาร่วมพูดคุยในรายการ

นายสหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ และนายวันชัย แสงสุวรรณ

โดย นายสหภาพ ได้เปิดเผยความรู้สึกตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นว่า “ยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น ตัวเองก็ไม่ได้มีโอกาสอธิบายกับสังคม เรื่องนี้ยอมรับว่าลูกของตัวเองก็มีส่วนผิด แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว ลุงวิศวะมีวุฒิภาวะสูงกว่ากลุ่มวัยรุ่น ก็ควรจะมีสติไตร่ตรองให้มากว่านี้เช่นกัน ในวันเกิดเหตุ น้องปอนด์นอนอยู่ข้างหลังรถ เมื่อเห็นว่าเพื่อน ๆ มีปัญหาจึงมาช่วยเพื่อนตามประสาวัยรุ่น โดยหลังจากที่เพื่อนกระชากประตูรถ น้องปอนด์ก็มายืนสลับตำแหน่งกับเพื่อน กระทั่งถูกยิง โดยที่น้องปอนด์ไม่ได้เป็นผู้กระชากประตูรถแต่อย่างใด”

นายวันชัย แสงสุวรรณ ทนายของครอบครัวผู้ตาย

ด้าน นายวันชัย ได้พูดถึงรายละเอียดของคดีนี้ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญที่มีผลต่อคำตัดสินของศาล ดังนี้  “สำหรับคดีนี้ได้แจ้งข้อหาลุงวิศวะไว้ว่า ฆ่าโดยเจตนา เพราะจากพยานหลักฐานที่มีนั้น จะเห็นได้ว่าลุงวิศวะเองก็มีเจตนาที่จะยิงกลุ่มวัยรุ่นนี้จริงๆ ทั้งจากเหตุการณ์การทะเลาะกันที่ร้านขายของฝากในคลิปวิดีโอ ซึ่งฝ่ายลุงวิศวะและภรรยามีการพูดว่าจะเตรียมปืนและยิงกลุ่มวัยรุ่น แล้วจากนั้นลุงวิศวะก็ได้ขับรถจี้ บีบแตร ปาดแซง รถตู้ของกลุ่มวัยรุ่น กระทั่งถึงจุดเกิดเหตุที่แยกไฟแดง กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่ได้ถืออาวุธหรือเข้าไปทำร้ายครอบครัวของลุงวิศวะแต่อย่างใด และุจากเหตุการณ์ทั้งหมด ลุงวิศวะเองก็สามารถเลือกยิงที่อื่นก็ได้ ยิงขู่เพื่อทำให้เด็กกลัวก็ได้ แต่กลับไม่ทำ”

“ซึ่งจากเหตุการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมดในคดี จึงอาจกล่าวได้ว่า คลิปวิดีโอของลุงวิศวะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวลุงวิศวะเอง เพราะคลิปวิดีโอทั้งหมด เป็นพยานหลักฐานซึ่งทำให้ศาลพิจารณาว่า การวิวาทระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน จึงไม่สามารถนำเรื่องการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายมากล่าวอ้างได้ เนื่องจากตามหลักของการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ผู้ป้องกันจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด อีกทั้งศาลยังมองว่า ลุงวิศวะเองก็สามารถเลือกที่จะระงับโทสะของตัวเองได้แต่กลับไม่ทำ จึงเป็นที่มาของผลตัดสินดังกล่าว”

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม

ซึ่งจากเหตุการณ์เหตุการณ์ทั้งหมด นายรณณรงค์ ผู้เป็นคนกลางและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้ให้ความเห็นไว้ว่า “จากการตัดสินของศาล นับว่าศาลเมตตาฝ่ายลุงวิศวะมากแล้ว เพราะโทษจำคุก 15 ปีที่ศาลตัดสินนั้น เป็นโทษขั้นต่ำที่สุดของข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา และลุงวิศวะยังได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 อีกด้วย ขอให้สังคมเข้าใจเรื่องนี้เสียใหม่ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะวิวาทด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่กลุ่มเด็กวัยรุ่นไปดักล้อมรถของลุงวิศวะอยู่ฝ่ายเดียว”

อีกทั้ง นายรณณรงค์ ยังได้ฝากข้อคิดเห็นถึงประเด็นเรื่องคำพิพากษาของศาลที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ว่า “สำหรับกระแสของสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ตนอยากจะให้สังคมลองมองมุมกลับดูบ้าง ถ้าหากคดีดังกล่าวนี้หลุดรอดไป เรื่องนี้จะกลายเป็นว่า ทุก ๆ คนสามารถใช้หลักป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายมาอ้างสำหรับการกระทำความผิดของตัวเองได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ คำตัดสินของศาลจึงเปรียบเสมือนการคงไว้ซึ่งบรรทัดฐานของสังคมและกฎหมาย”

สหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ พ่อของนายนวพล ผู้ตาย

สุดท้าย นายสหภาพ ได้เปิดเผยความรู้สึกของตน หลังจากคำพิพากษาของศาลว่า “ตนรู้สึกพอใจกับคำตัดสินของศาล และไม่ได้ใส่ใจเรื่องจำนวนเงินเยียวยาว่าได้มากหรือน้อย จากเหตุการณ์นี้ตนยอมรับว่าเคยโกรธเพื่อนของปอนด์อยู่บ้าง แต่ตอนนี้อภัยให้แล้ว เพราะเพื่อนของลูกชายก็เหมือนลูกเหมือนหลาน ซึ่งหากฝ่ายลุงวิศวะคิดให้อภัยแบบนี้บ้าง เรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่เกิดขึ้น”

“อยากให้สังคมมองว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ทะเลาะระหว่างลุงและกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมีวุฒิภาวะต่างกัน หากพูดคุยกันด้วยคำพูดแบบผู้ใหญ่ กลุ่มวัยรุ่นก็อาจจะมีความเกรงใจลุงวิศวะอยู่บ้างเหมือนกัน ซึ่งตนยังสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีการพูดจาดี ๆ กันตั้งแต่ต้น แต่จากที่ตนเห็นจากในคลิปที่เผยแพร่ ก็เห็นว่าลุงวิศวะเองก็ไม่มีท่าทีกลัวเด็กวัยรุ่น อาจจะอยากจะสั่งสอนเสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้สังคมอาจมองว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา แต่ลุงวิศวะเองก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน”

keyboard_arrow_up