โผล่อีก! แม่เหยื่อแฉ ก๊วนตร.ยัดยา ลดข้อหาแลกเงิน – ผู้การฯ ไม่ป้อง 6 นายอายสื่อ ย่องมอบตัว (คลิป)

กรณีนายศักดิ์ชัย แน่นอุดร พ่อค้าอาหารอีสาน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 61 โดยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดยาเสพติด และเรียกรับเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว โดยมีผู้เสียหายออกมาร้องเรียนว่าถูกกลุ่มตำรวจ บก.น.1 ชุดเดียวกัน กระทำพฤติกรรมในลักษณะคล้ายกัน ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น (อ่าน : เหยื่อโผล่อีก แฉ ถูกก๊วน ตร. ยัดยา 2 รอบ กระทืบให้รับก่อนรีดเงิน – ผกก.สุทธิสาร จ่อสอบ)

นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร พ่อค้าอาหารอีสาน

วันที่ 14 ก.ย. 61 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ร้านอาหารอีสานของนายศักดิ์ชัย แน่นอุดร ที่อ้างว่าถูกยัดยาเสพติด ซึ่งกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นวันแรก พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้กลับมาเปิดร้านแล้ว มีลูกค้ากลับมาเต็มร้าน ทั้งลูกค้าประจำ คนรู้จัก ข้าราชการ เดินทางมาให้กำลังใจตนที่ร้านบ้าง หลังจากที่ตนหยุดไปหลายวัน ก็ขาดรายได้ และต้องใช้เงินเก็บ

ทั้งนี้ ตนทราบแล้วว่าตำรวจ 6 นาย เดินทางเข้ามอบตัวที่ สน.พญาไท แต่ไม่ทราบรายละเอียด ทราบเพียงว่าตำรวจทั้ง 6 นาย ให้การปฏิเสธ ซึ่งตนอยากให้พูดความจริง ตนเป็นประชาชนธรรมดา จะไปหาเรื่องเจ้าหน้าที่ทำไม ตนก็ไม่อยากมีปัญหากับตำรวจ แต่กรณีนี้ทนไม่ไหว และยืนยันว่าจะสู้ต่อ ถึงเจ้าหน้าที่จะปฏิเสธก็ตาม ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ปรึกษาทางทนายความว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ที่ 16 ก.ย. 61 พล.ต.ต.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้นัดหมายตนให้เดินทางไปพบ ซึ่งตอนนี้ ตนไม่ได้กังวลมากนัก ห่วงเพียงความปลอดภัยของครอบครัว และความคืบหน้าคดีเท่านั้น

ร้านอาหารอีสานของนายศักดิ์ชัย แน่นอุดร

พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ ผู้กำกับสอบสวน กองกำกับการอำนวยการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ผู้ดูแลคดี ให้ข้อมูลว่า ช่วงคืนที่ผ่านมา (13 ก.ย. 61) เวลา 22.00 น. ตำรวจทั้ง 6 นาย ได้เดินทางเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว หลังตนออกหนังสือเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 นาย เดิมกำหนดคือช่วง 10.00 น. ของวันนี้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาเกรงว่าอาจเจอสื่อมวลชน จึงขอเข้ามาก่อน

เบื้องต้นทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือตามกระบวนการ โดยมีการแจ้งข้อหากรรโชกทรัพย์ บุกรุกเคหะสถาน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่ละบุคคลแตกต่างกัน โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และยังไม่มีการให้การในรายละเอียด โดยระบุว่า ขอกลับไปเพื่อเตรียมพยานหลักฐาน และจะนำมายื่นเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนภายใน 10 วัน อย่างไรก็ตาม จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

สน.สุทธิสาร
ภาพจำลองห้องพักชุดสืบสวน ที่นายบอสอ้างว่าถูกคุมตัวเข้าไป

จากนั้น ทีมข่าวเดินทางมาที่ สน.สุทธิสาร ตามข้อมูลจาก นายบอส (นามสมมติ) ผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้เสียหาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของ สน.สุทธิสารซ้อม เพื่อให้ทำงานเป็นสายตำรวจ โดยระบุว่า ห้องดังกล่าวเป็นห้องที่มีเตียง โทรทัศน์ อยู่ติดกับอาคารของห้องสืบสวน ซึ่งอยู่ด้านหลังสถานีตำรวจ

บริเวณหน้าห้องสืบสวน สน.สุทธิสาร
ห้องพักตำรวจสืบสวนที่ทำด้วยตู้คอนเทนเนอร์ที่นายบอส อ้างว่าถูกคุมตัวเข้าไป

ทีมข่าวเดินทางไปที่ห้องสืบสวน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้บันทึกภาพภายในห้องสืบสวน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้มีการคุมผู้ต้องหาอยู่ด้านใน โดยภายในเป็นอาคารชั้นเดียว มีโถงกลาง มีโต๊ะทำงานเจ้าหน้าที่ และโซฟาต้อนรับผู้เข้า-ออก ด้านหน้าประตูทางเข้าเป็นห้องน้ำ ซ้ายมือเป็นห้องประชุมขนาด 10 ที่นั่ง ขวามือเป็นห้องสารวัตรงานสืบสวน 2 ห้อง ทั้งอาคารติดฟิล์มดำทึบ ไม่สามารถมองเห็นจากด้านนอกได้

นางสมร (นามสมมติ) แม่ของบอส (นามสมมติ) ผู้เสียหาย

นางสมร (นามสมมติ) แม่ของบอส (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ที่ถูกจับกุมเรื่องยาเสพติด และอ้างว่ามีการถูกยัดยาเสพติดเพื่อเรียกเงิน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 61 เวลาประมาณ 20.00 น. ลูกชายจะออกไปบ้านญาติที่ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เพื่อไปกินหมูกะทะ โดยออกไปกับเพื่อนข้างห้อง ระหว่างทางถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ด.ต. จับกุม และถูกพาตัวไปที่ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 1 ซึ่งบริเวณดังกล่าว เป็นจุดเปลี่ยวและไม่มีกล้องวงจรปิด จากนั้นตำรวจได้จับลูกชายกับเพื่อนแยกออกจากกัน และนำยาไอซ์ 2 ถุง ไม่ทราบน้ำหนัก โยนให้ลูกชายตน พร้อมระบุเป็นของกลาง จากนั้นจึงเรียกเงิน 150,000 บาท และลูกชายบอกตนว่า หากหาเงินจำนวนนี้มาให้ ก็จะไม่ต้องโทษ

ภาพจำลองขณะเกิดเหตุ

จากนั้น ตำรวจจึงพาตัวลูกชายกลับมาที่ห้องพักเพื่อตรวจค้น แต่กลับค้นห้องของเพื่อนที่อยู่ข้างกัน แล้วแจ้งว่าพบยาเสพติดในห้อง ซึ่งขณะนั้นตนออกไปหาลูกชายที่ซอยจุดเกิดเหตุ แต่ไม่พบ จึงกลับมาที่ห้อง พบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างอาคาร ซึ่ง ด.ต. ได้เดินมาพูดกับตนว่า “ลูกแม่โดนแน่” และตนก็ถูกกันไม่ให้ขึ้นไปบนห้อง จากนั้น จึงพบลูกชายถูกใส่กุญแจมือยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง หลังการค้นตำรวจอ้างว่าพบยาเสพติด แต่ไม่ระบุจำนวน ไม่ได้บอกของกลาง หลังเสร็จการตรวจค้น ลูกชายก็ถูกนำตัวขึ้นรถจักรยานยนต์เจ้าหน้าที่ ไปที่ สืบ บก.น.1 ตนจึงได้ติดตามไป

ภาพจำลองขณะเกิดเหตุ

ต่อมา ราว 22.00 น. ตนก็พยายามหาเงิน 150,000 บาท โดยหยิบยืมจากคนรู้จักและขอเวลา 1 วัน แต่สุดท้ายหาไม่ครบ ได้เงินมาเพียง 40,000 บาท จึงนำไปให้เจ้าหน้าที่ในวันที่ 25 มิ.ย. 61 ที่ สืบ บก.น.1 โดยมีเจ้าหน้าที่ซึ่งตนไม่รู้จักมารับเงินที่เชิงบันไดทางขึ้นอาคาร  ซึ่งภายหลัง เจ้าหน้าที่ได้ทำเรื่องส่งตัวลูกชายไปที่ สน.สุทธิสาร โดยมีการเปลี่ยนของกลางจากยาไอซ์ เป็นยาเค เพื่อให้รับโทษน้อยลงกว่าของกลางที่ถูกยัดมาในช่วงแรก

ภาพจำลองขณะเกิดเหตุ

นางสมร กล่าวต่อว่า ที่ออกมาร้องเรียน เพราะสิ่งเสพติดที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่ของลูกชายตน ลูกชายถูกรังแก ส่วนที่ยอมนำเงินไปให้ เพราะระหว่างลูกชายติดต่อมาหาตนในขณะถูกคุมตัว บอกว่าให้หาเงินมาให้ หากหาได้ตามที่ตำรวจต้องการจึงจะพ้นคดี ซึ่งหากไม่สามารถหาได้ ลูกชายก็จะต้องติดคุกนานถึง 25 ปี ประกอบกับลูกชายพูดว่าจะ “ผูกคอตาย” ตนจึงจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน 40,000 บาท ซึ่งนอกจากเงินแล้ว ก็ยังให้ทองคำอีก 1 บาท 50 สตางค์ ที่ลูกชายใส่ติดตัว ก็ถูกยึดไปด้วย เมื่อไปขอคืนก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ให้กับเพื่อนของลูกชายไปแล้ว โดยหลังเกิดเรื่อง เพื่อนที่อยู่ข้างห้องก็ย้ายออกไป ตนโกรธมาก เพราะมาทราบภายหลังว่าเขาเป็นสายให้เจ้าหน้าที่

keyboard_arrow_up