พ่อ “แอ๋ม” ช็อก ร้องไห้ไม่หยุด ลูกถูกแทงที่สหรัฐฯ ไม่รู้ปมฆ่า – สื่อนอกชี้ ทะเลาะพลั้งมือ (คลิป)

กรณีนักศึกษาไทยที่ถูกแทงเสียชีวิตในอะพาร์ตเมนต์ เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา คือ น.ส.กรกมล หลีนวรัตน์ หรือ แอ๋ม และน.ส.ฐิฏิอร โชติช่วงทรัพย์ โดยทั้งคู่เสียชีวิตในห้องพักภายในอะพาร์ตเมนต์ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ขณะที่สื่อต่างประเทศนำเสนอข่าว 2 นักศึกษาชาวไทยเสียชีวิตว่าตำรวจในพื้นที่พบว่าห้องพักถูกล็อกจากด้านใน แต่ยังไม่ตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่ว่า หญิงสาวทั้ง2 คน อาจพลั้งมือทำร้ายกันระหว่างที่มีปากเสียงกัน

น.ส.กรกมล หลีนวรัตน์ หรือ แอ๋ม และน.ส.ฐิฏิอร โชติช่วงทรัพย์ ผู้เสียชีวิต

วันที่ 6 ก.ย. 61 น.ส.แอล (นามสมมติ) ลูกพี่ลูกน้องของน้องแอ๋ม เปิดเผยว่า หลังจากครอบครัวทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องแอ๋ม ก็รู้สึกตกใจ และเสียใจมาก ซึ่งทราบข่าวการหายไปของน้องแอ๋ม ตั้งแต่ 3-4 วัน ก่อนเป็นข่าววันที่ 1 ก.ย. 61 เนื่องจากปกติครอบครัวของแอ๋ม จะติดต่อกับน้องแอ๋มอยู่ตลอด แต่ปรากฎว่า ช่วงที่ผ่านมา ไม่สามารถติดต่อได้ ประกอบก่อนหน้านี้เป็นช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐฯ ทำให้ไม่คิดว่าจะเกิดอันตรายกับน้องแอ๋ม เพราะปกติน้องแอ๋มเป็นคนมีความรับผิดชอบ

น.ส.แอล (นามสมมติ) ญาติน้องแอ๋ม

โดยวันที่ 1 ก.ย. 61 น้องแอ๋มนัดหมายกับเพื่อนไว้ เวลา 10.30 น. และยังมีการโทรศัพท์บอกกับแฟนหนุ่มที่ไทยไว้ แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย น้องแอ๋มไม่ได้เดินทางไปพบเพื่อนตามนัด และไม่มีการโทรบอกเพื่อนคนดังกล่าว จึงทำให้ครอบครัวแปลกใจ โดยน้องแอ๋มเพิ่งเดินทางไปสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 61 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปิดเทอม และกลับมาที่ไทยราว 2 เดือน ตนและน้องแอ๋มเจอกันบ่อยมาก เพราะสนิทกัน และโตมาด้วยกัน ครอบครัวตน โดยเฉพาะแม่ คิดกับแอ๋มเหมือนลูกแท้ ๆ ตอนแอ๋มกลับมายังพูดว่า “ลูกสาวแม่กลับมาแล้ว” โดยช่วงก่อนจะเดินทางกลับสหรัฐฯ เพียงไม่กี่วัน แอ๋มยังมากินหมูกระทะที่บ้านตน นั่งตรงม้าหิน ฝั่งที่ทีมข่าวนั่งสัมภาษณ์ และผักกาดที่ตนให้น้องซื้อมา ให้ยังอยู่ในตู้เย็น ยังทานไม่หมด แต่น้องเสียชีวิตไปก่อนแล้ว

ภาพจำลองลำดับเหตุการณ์ ก่อน 2 นศ. เสียชีวิต

ทั้งนี้ น.ส.แอล ยืนยันว่า แอ๋มเป็นคนน่ารัก นิสัยดี คุยเก่ง ไม่ถือตัว ถึงจะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะ แต่เมื่อเจอคนงานในบ้าน ก็ยกมือไหว้เสมอ พ่อแม่น้องแอ๋มเลี้ยงมาดี ส่วนตัวรู้สึกเสียดายคนดี ๆ แบบนี้ ซึ่งตนยังช็อก และรับไม่ได้ โดยคิดว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับน้องตน ทั้งที่ปกติแอ๋มไม่เที่ยวกลางคืน เป็นเด็กที่ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในความเสี่ยง ตนจึงไม่เคยคิดว่าน้องจะถูกฆ่า

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนเกิดเหตุไม่มีสัญญาณบอกเหตุ น้องไม่ได้ปรึกษาใครว่ามีปัญหาหรือไม่ ส่วน น.ส.ฐิฎิอร โชติช่วงทรัพย์ หรือ ออย ผู้เสียชีวิตอีกคน ตนเคยเจอ 1 ครั้ง ส่วนตัวไม่ทราบนิสัยของเจ้าตัว เท่าที่ตนเห็นก็ดูไม่มีอะไร เพียงทราบว่าเป็นเพื่อนรูมเมตของน้องสาว ซึ่งพักที่หอพักเดียวกันมาตั้งแรก ที่เรียนที่บอสตัน จนมาศึกษาต่อที่วอชิงตัน ทั้งนี้ ตนไม่ทราบรายละเอียดมากนัก เพียงรู้ว่าน้องแอ๋มมีแฟนเป็นผู้ชายที่ไทยอยู่แล้ว และน้องก็ไม่เคยบอกว่ามีปัญหากับใครด้วย

น.ส.แอล ระบุว่า ขณะนี้เรื่องคดียังไม่ทราบรายละเอียด ต้องรอผลการชันสูตร แต่เบื้องต้น ทราบว่าไม่มีร่องรอยการงัดห้อง หรือหน้าต่าง ส่วนบาดแผลตามร่างกาย ยังไม่ยืนยัน ทั้งนี้ เรื่องที่มีข่าวระบุว่าน้องแอ๋มโทรศัพท์บอกเพื่อนที่ไทยว่ารู้สึกไม่ปลอดภัย ก็ไม่ใช่ความจริง

นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี อาของแอ๋ม

นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี อาของแอ๋ม เปิดเผยว่า หลานสาวเป็นคนน่ารัก เป็นเด็กเรียนเก่ง จบการศึกษาจากโรงเรียนหอวัง ก็ไปต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบการศึกษานิติศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 2 เป็นเด็กอนาคตไกล อีกเพียง 7-8 เดือน ก็จะจบปริญญาโทใบที่ 2 เป็นที่คาดหวังของพ่อ ที่อยากให้ลูกเป็นผู้พิพากษา ทั้งนี้ เหตุที่หลานสาวเรียนต่อ ป.โท อีกใบ เนื่องจากคิดว่าหากเรียนจบ จะสามารถมาสอบเป็นผู้พิพากษาได้ไม่ยาก

ก่อนจะเกิดเรื่อง หลานก็เพิ่งกลับมาที่ไทย และตนก็เพิ่งได้เจอหลานมาทำบุญช่วงวันแม่ที่ผ่านมา และได้เจอกันในงานแต่งงาน ก่อนหลานจะเดินกลับเพียงไม่กี่วัน โดยไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีอะไรที่บอกว่าเขาจะกลับไปแล้ว จะไม่ได้กลับมาอีก ซึ่งขณะเกิดเหตุตนยทราบว่าประตูห้องของหลานน่าจะถูกล็อกจากด้านในห้อง ทั้งนี้ ส่วนตัวเข้าใจเรื่องการเสียชีวิตว่า ทุกคนยังไงก็ต้องตาย แต่ตนเสียดายอนาคตของหลาน ที่เชื่อว่าหากมีชีวิตอยู่ จะประสบความสำเร็จในชีวิต

นายกฤษฎา ระบุว่า น้องแอ๋มเป็นที่รักของพ่อและครอบครัวมาก จิตใจของครอบครัวโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อ ยังทำใจไม่ได้ หลังจากทราบข่าวก็ยังเสียใจ ร้องไห้ ถึงขั้นเป็นลม ตนยังต้องนำรถพยาบาลมารอเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะที่ผ่านมาน้องแอ๋มไม่เคยหายไป แม้ติดเรียนก็จะโทรศัพท์กลับมาเพียงไม่กี่นาที ส่วนเรื่องคดีความ ตนได้โทรศัพท์ไปที่สหรัฐฯ มีการประสานสถานทูต และให้ลูกสาวตนที่ศึกษาที่นั่น รวมทั้งญาติ ๆ เดินทางไปที่วอชิงตัน เพื่อติดตามคดี ขณะนี้ยังไม่ขอระบุเรื่องการเสียชีวิต เนื่องจากต้องรอผลชันสูตรจากสหรัฐฯ ก่อน

เรื่องงานบำเพ็ญกุศลศพ จะนำกลับมาทำพิธีที่ประเทศไทย หลังสถานทูตมีการแนะนำว่าสามารถนำเพียงอัฐิกลับมาทำบุญก็ได้ เนื่องจากกังวลว่าค่าใช้จ่ายจะสูง โดยมีการจองศาลาวัดนาบุญ คลอง 7 ธัญบุรีไว้แล้ว

keyboard_arrow_up