ฤๅษีพิการ หมอฟันธงขืนใจสาวยาก พิสูจน์ห้องเชือดแค่ร้องก็ดังลั่น (คลิป)

จากกรณีพ่อแม่ของสาววัย 17 ปี พาลูกเข้าแจ้งความ อ้างถูกชายพิการ ร่างทรงหลวงปู่ฤๅษีตาไฟ ข่มขืน กระทั่งเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 61 ชายพิการคนดังกล่าว ได้เข้ามอบตัวพร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ข่มขืน ขณะที่สังคมเกิดการตั้งข้อสงสัยว่า ผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จะสามารถข่มขืนหญิงสาวที่ร่างกายปกติได้อย่างไรนั้น

ภาพจำลองเส้นทางเข้ารีสอร์ต จุดเกิดเหตุ
ภาพจำลองเส้นทางเข้ารีสอร์ต จุดเกิดเหตุ

วันที่ 2 ก.ย. 61 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ต ซึ่งถูกระบุว่าเป็นจุดก่อเหตุ โดยพบว่ารีสอร์ตไม่มีกล้องวงจรปิด และอยู่ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร มีซอยแยกจากถนนใหญ่เข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ด้านหน้ารีสอร์ตจะเป็นออฟฟิศของรีสอร์ต หลังจากออฟฟิศลงไปประมาณ 3-4 ร้อยเมตร ก็จะเป็นตัวห้องของรีสอร์ตค่อนข้างมิดชิด แยกส่วนเป็นหลัง ลักษณะของตัวบ้านเป็นสีส้ม คล้ายบ้านเดี่ยว มีหลังคายาวเกือบถึงพื้น มีกันสาดด้านหน้า ประตูหน้าเป็นประตูไม้ ล็อกด้วยลูกบิดชั้นเดียว หน้าห้องและหลังห้อง มีต้นไม้ปลูกอยู่ แต่ละหลังห่างกันประมาณ 5 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ซ้าย-ขวา ฝั่งละประมาณ 15 หลัง รวมทั้งหมดประมาณ 30 หลัง ส่วนตรงกลางระหว่างห้องพักซ้ายและขวา เป็นถนนมีเกาะกลาง มีต้นไม้ใหญ่ปลูกตลอดทั้งแนว

จากนั้นทีมข่าวได้ติดต่อขอเช่าห้องพัก มีพนักงานเดินเข้ามาพูดคุยรายละเอียด โดยทีมข่าวถามต่อว่า “มีคนเข้ามาพักเยอะไหม ช่วงนี้” พนักงานคนดังกล่าวตอบกลับว่า “ไม่ค่อยมีคนมา ช่วงนี้เงียบๆ”

ด้านหน้าที่พักของรีสอร์ต

หลังจากที่ทีมข่าวเข้าไปสำรวจภายในห้องพบว่า ห้องกว้างประมาณ 36 ตารางเมตร อยู่ได้มากสุด ประมาณ 3-4 คน ด้านในเป็นเตียงเดี่ยวขนาด 5 ฟุต มีหมอน 2 ใบ มีผ้าห่ม และผ้าเช็ดตัววางไว้บนเตียง ความห่างจากเตียงถึงประตูด้านหน้าห่างกันประมาณ 3 เมตรเท่านั้น ด้านในของประตูไม้หน้าห้องล็อก 2 ชั้น หน้าต่างมี 2 จุด คือหน้าและหลังห้อง ลักษณะของหน้าต่างเป็นกระจกทึบ เลื่อนเปิด-ปิด มองจากข้างนอกเข้าไปไม่เห็น และมีผ้าม่านปิดอยู่ทั้งหน้าห้องและหลังห้อง หลังคาปูฝ้าและมีส่วนที่หลุดลอก ผนังห้องสกรีนลายต้นไม้สวยงาม มีโซฟาวางอยู่ข้างเตียงนอน 1 ชุด และโต๊ะพร้อมเก้าอีก 3 ตัว อีกหนึ่งชุด มีทีวี เครื่องปรับอากาศ พรมเช็ดเท้า 2 ผืน ตู้เสื้อผ้า แก้วน้ำ ไฟฉาย ถังขยะ และชุดโต๊ะเครื่องแป้ง ที่อยู่ภายในห้อง

สภาพห้องพักภายในรีสอร์ต
สภาพภายในห้องน้ำของรีสอร์ต

ส่วนห้องน้ำกว้างประมาณ 15 ตารางเมตร มีสภาพเก่า ประตูเป็นพลาสติกไฟเบอร์ ล็อกจากด้านนอกได้ ภายในห้องน้ำ มีช่องระบายอากาศ เพดานติดฝ้า แต่มีส่วนที่หลุดหายไป ระยะจากห้องน้ำถึงประตูหน้าห้องประมาณ 5 เมตร

ภาพจำลองการตะโกนขอความช่วยเหลือจากในห้อง ในระยะ 2 เมตร

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้ทดสอบตะโกนขอความช่วยเหลือจากในห้อง ผู้ที่เดินผ่านอยู่ด้านนอกห้อง อยู่ในระยะห่างจากประตูห้องประมาณ 2-4 เมตร โดยการปิดประตูและหน้าต่างห้อง แล้วตะโกนจากในห้อง ให้เสียงดังออกไปนอกห้อง ออกมานอกห้อง 3 ครั้ง จุดที่ยืนตะโกน จะอยู่บนเตียงนอน ห่างจากประตูหน้าห้องประมาณ 3 เมตร ครั้งแรกคนที่อยู่ด้านนอกยืนอยู่ในระยะห่าง 2 เมตร ทดสอบห้องตะโกนในระดับเสียงปกติ ปรากฏว่าด้านนอกได้ยินเสียง แต่ไม่ชัด

ภาพจำลองการตะโกนขอความช่วยเหลือจากในห้อง ในระยะ 3 เมตร

ครั้งที่ 2 คนที่อยู่ด้านนอกยืนอยู่ในระยะห่าง 3 เมตร เพิ่มความดังขึ้น คนที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียง แต่ต้องตั้งใจฟัง จึงจะจับใจความได้

ภาพจำลองการตะโกนขอความช่วยเหลือจากในห้อง ในระยะ 4 เมตร

และครั้งที่ 3 คนที่อยู่ด้านนอกยืนอยู่ในระยะห่าง 4 เมตร ตะโกนสุดเสียง ปรากฏว่าด้านนอกได้ยินเสียงอย่างชัดเจน

นางพิสมัย สุภารัตน์ เพื่อนบ้าน

ทีมข่าวไปที่บ้านของผู้เสียหาย หญิงวัย 17 ปี ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ใน อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ พบประตูบ้านปิดเงียบ มีเพียงสุนัข 4 ตัวที่อยู่ภายในบ้าน และรถจักรยานยนต์จอดไว้เเท่านั้น พบเพื่อนบ้าน คือ นางพิสมัย สุภารัตน์ เล่าว่า หลังจากตนทราบข่าว ก็ยังรู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฤๅษีก็พิการ ส่วนน้องผู้เสียหายก็อายุยังน้อย ไม่คิดว่าจะกล้าทำแบบนั้นได้ เพราะปกติจากที่เคยคุยกับเด็ก 17 ปี ก็นิสัยน่ารัก เรียนเก่ง ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านหลังกลับจากโรงเรียน เจอผู้ใหญ่ก็ยกมือไหว้ตลอด และน้องยังช่วยพ่อแม่กรีดยางด้วย เพราะบ้านทำสวนยาง

ส่วนนิสัยของพ่อแม่ก็เป็นคนนิสัยดี เป็นเพื่อนบ้านที่น่ารัก ไปมาหาสู่กันตลอด มีอะไรก็จะเอามาแบ่งกันกิน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็ยังไม่รู้เรื่องจริงว่าใครเป็นคนทำ แต่ตนคิดว่าน้องอายุ 17 ปี ไม่น่าจะทำเรื่องแบบนี้ได้

น.ส.สุมล ทองบาง เพื่อนบ้าน

ด้าน น.ส.สุมล ทองบาง เพื่อนบ้าน ระบุว่า ครอบครัวนี้นิสัยดี น่ารัก ก่อนหน้านี้ก็อยู่บ้านปกติ แต่พอเกิดเรื่อง ก็ยังไม่เห็น และไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใดแล้ว ส่วนตัวน้องก็เป็นคนนิสัยดี น่ารัก ช่วยพ่อแม่ทำงานตลอด ทั้งงานบ้าน งานสวน ตื่นเช้ามาก็ไปโรงเรียน ตกเย็นก็กลับบ้าน เรื่องที่เกิดขึ้น ก็ไม่น่าเชื่อว่าน้องจะไปทำแบบนั้น และที่สำคัญพ่อแม่ค่อนข้างเป็นห่วงตลอดเวลา แต่วันที่เกิดเหตุ ตนก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

นายแพทย์ยลชัย จงจิระศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์

ด้านนายแพทย์ยลชัย จงจิระศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ยืนยันว่า จากอาการของนายสุรสิทธิ์ พละศักดิ์ หรือ ฤๅษีตาไฟ ไม่ใช่โรคโปลิโออย่างแน่นอน เนื่องจากโปลิโอเป็นโรคที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ป่วยโรคโปลิโอจะมีอาการกล้ามเนื้อลีบ ไม่มีแรง เมื่อมีคนอุ้ม แขนขาก็จะตกห้อยไป ไม่ได้เกร็งแบบที่นายสุรสิทธิ์เป็น

นายแพทย์ยลชัย เผยว่า สำหรับโรคที่นายสุรสิทธิ์เป็นคือรูปแบบหนึ่งของโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) เป็นอาการพิการของสมองบางส่วน ทำให้เสียหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยปกติเซลล์สมองของมนุษย์จะมีอยู่ประมาณ 80 ล้านตัว ส่วนไหนที่ผิดปกติก็จะแสดงอาการออกมา สำหรับอาการของนายสุรสิทธิ์ถือเป็นความผิดปกติทางสมองที่เป็นมาตั้งแต่เกิด ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวทั้งหมด ซึ่งผิดจากคนปกติที่เมื่อมีการเกร็งกล้ามเนื้อด้านในด้านหนึ่ง ด้านที่อยู่ตรงข้ามจะมีการคลายตัว โดยคนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ โดยจะยืนไม่ได้ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา

นายสุรสิทธิ์ พละศักดิ์ ร่างทรงปู่ฤๅษีตาไฟ (แฟ้มภาพ)

นอกจากนี้ นายแพทย์ยลชัย ยืนยันว่า อาการแบบนี้แกล้งทำไม่ได้เพราะผิดธรรมชาติของอาการเกร็งปกติ แต่ผู้ป่วยโรคนี้จะคงมีประสาทสัมผัสรับรู้ตามปกติ โดยเวลามีคนพูดอะไรให้ฟังก็รับรู้หมด เพราะสมองส่วนอื่นคงทำงานได้ดี แต่อาจจะสื่อสารออกมาลำบากเพราะกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ ประสาทสัมผัสของนายสุรสิทธิ์ยังคงเป็นปกติ หากมีคนหยิกก็จะรู้สึกเจ็บ แม้กระทั่งที่มีอาการเกร็งตลอดเวลานายสุรสิทธิ์เองก็รู้สึกว่าเกร็ง แต่ควบคุมกล้ามเนื้อตัวเองไม่ได้

ทั้งนี้ นายแพทย์ยลชัย ทิ้งท้ายว่า ผู้ป่วยในลักษณะนี้สามารถมีอารมณ์ทางเพศได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถข่มขืนคนอื่นได้แน่นอน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อที่จะไปจับอะไรใครได้ แม้กระทั่งการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็ทำไม่ได้ นอกจากว่าจะมีคนอื่นมาทำให้

keyboard_arrow_up