“วรยุทธ” ชี้ทนายที่ดีไม่ช่วยคดียาเสพติด หวัง “อัจฉริยะ-ษิทรา” จับมือ เลิกทะเลาะ (คลิป)

ภายหลังจากเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออชาญากรรม โพสต์ข้อความระบุว่าจะมีการปิดชมรม และก่อนหน้านั้นได้มีการโพสต์ข้อมูลถึงทนายรูปหล่อรายหนึ่ง คล้ายไม่พอใจในการรับทำคดีของทนายรายนี้ที่รับทำคดีเกี่ยวกับยาเสพติด (อ่าน : “อัจฉริยะ” บอกทนายดังไม่จริงใจ ขอโทษหลังจ้อสด ย้ำชมรมฯ ยังไม่ปิด แค่ลดบทบาท)

นายอัจฉริยะ ไลฟ์ผ่านเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

วันที่ 31 ส.ค. 61 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไลฟ์ในเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โดยเจ้าตัวขอยุติบทบาทการทำหน้าที่ประธานชมรมฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมบอกถึงความคืบหน้าการทำหน้าที่ตั้งแต่ ปี 2553 พร้อมขอบคุณที่คนที่ติดตามเพจและย้ำเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ วัตถุประสงค์สำคัญคือไม่เก็บเงิน

ส่วนเงินที่นำมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้น นายอัจฉริยะ กล่าวว่า เป็นเงินจากการช่วยทำคดีของคนรวย โดยจะหักเงินที่ทำคดีมา 20 เปอร์เซ็นต์นำมาเข้าชมรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เป็นคนยากจน และไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนที่มีคนถามว่าตนไม่ทำงานทำการอะไร ทำไมถึงมีเงินใช้นั้น ชี้แจงว่ามีผู้ใหญ่ใจดีให้ตนเป็นเงินเดือนเหมือนเป็นพนักงานเอกชน

นายอัจฉริยะ ยืนยันว่า ถ้าตนเป็นคนสีเทาคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ ตนไม่ใช่คนรูปหล่อที่พูดอะไรคนก็เชื่อไปหมด ดังนั้นให้ความเป็นธรรมกับตนบ้าง ทั้งนี้ จะขอพักชั่วคราวเมื่อถึงเวลาจะกลับมา ส่วนคดีต่าง ๆ ที่รับไว้ก็ยังดูแลอยู่ เหมือนญาติมิตรโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด โพสต์เฟซบุ๊ก

ด้านนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมขอบคุณโอกาสต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ให้ผมได้ใช้ความสามารถในวิชาชีพของผม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในสังคม ทั้งที่ผมรู้จัก ไม่รู้จัก หรือจากคนไม่รู้จัก ก็ได้มารู้จักกัน

โดยธรรมชาติเหรียญมี 2 ด้าน มีทั้งสนับสนุนและอีกด้านที่ตรงข้าม ด้วยนิสัย ผมเป็นคนตรง ๆ อาจจะมีคนไม่ชอบใจบ้าง ผมรู้ ผมกำลังปรับปรุงให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพื่อตัวเอง คนรอบข้าง และส่วนรวม

แต่ด้วยความตั้งใจของผมแต่แรกที่จะเป็นทนายเพื่อช่วยคน เพื่อให้ #โอกาส คนที่ผิดพลาดให้กลับตัว สิ่งเหล่านี้ผมไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะทำ และตั้งใจทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกครับ”

นายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความครูปรีชา

นายวรยุทธ บุญวงษ์ใส ทนายความครูปรีชา เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบกับพยานหลักฐาน และรูปคดีหวย 30 ล้าน เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้ง 2 คน โดยก่อนหน้านี้ตนเคยทำทั้งมูลนิธิฯ และชมรมฯ เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายทางคดีมาแล้ว ดังนั้นจะทำให้ถูกใจคนทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องทำให้โปร่งใส ส่วนใหญ่แล้วทั้งมูลนิธิและชมรมจะไม่รับทำคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เว้นแต่ผู้เสียหายมีพยานหลักฐานว่า โดนยัดยาเสพติด ส่วนพวกผู้ค้า ผู้เสพ จะไม่ทำคดีให้ เพราะเงินที่ได้จากการทำคดียาเสพติดไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ เป็นเงินที่ได้จากการค้ายา

ส่วนมากทนายความจะไม่ยุ่งเกี่ยวช่วยเหลือผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งทนายรับทำคดีได้ไม่ผิด เป็นเรื่องของวิชาชีพ แต่ถ้ารับเงินพวกนี้ก็เหมือนรับเงินของพวกค้ายาเสพติดที่เอาเงินค้ายามาจ่ายให้ทนายความ ซึ่งทนายจะรู้อยู่แก่ใจว่าเงินไม่สะอาด และถ้าหากผู้ต้องหาหลุดคดีออกมา ก็ไม่แน่ว่าอาจจะกลับไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติดอีก

ดังนั้นถึงทนายษิทราจะอ้างว่าไม่ได้ใช้ชื่อของชมรม แต่เป็นเรื่องส่วนตัว จึงอยากถามว่าทนายษิทราใช้อุปกรณ์ และสถานที่ของชมรมทำคดีนี้หรือไม่ ทำแบบนี้จะไปสอนเด็กตามโครงการต่าง ๆ ได้อย่างไร หากเด็กถามว่าผู้เสพยารอดคุกเพราะทนายเก่งใช่หรือไม่ ทนายษิทราจะไปตอบเด็ก ๆ และเยาวชนเหล่านั้นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม มองว่าที่นายอัจฉริยะออกมาเตือนทนายษิทราในฐานะพี่เตือนน้องนั้นทำถูกต้องแล้ว ตนเองเห็นด้วย ซึ่งตนเองเข้าใจว่านายอัจฉริยะร้องไห้ตอนไปออกรายการต่าง ๆ คงเพราะผิดหวังในตัวทนายษิทรา ซึ่งอุดมการณ์ของมูลนิธิและชมรมก็คือช่วยผู้เสียหายที่เป็นคนจน คนโดนหลอก คนถูกโกง

นายอัจฉริยะคงอัดอั้นตันใจที่รุ่นน้องอย่างทนายษิทรา ซึ่งเป็นความหวังของตนเองว่าเป็นทนายรุ่นใหม่ยุค 4G จะทำแบบนี้ได้ แถมยังให้ไปโกหกเรื่องส่วนตัวยิ่งจะไปกันใหญ่ อย่างไรก็ตามตนขอฝากเป็นกำลังใจให้ทนายษิทราและนายอัจฉริยะ และอยากเตือนว่าอย่าไปทะเลาะกันอีกเลย ให้รักกันไว้ดีกว่า เรื่องที่แล้วมาก็ให้มันผ่านไป แก้ไขอะไรไม่ได้ จับมือกันไว้จะได้ช่วยกันสรรค์สร้างสังคมให้ดี ส่วนใครจะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี การเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง

keyboard_arrow_up