รุ่นพี่อุเทนฯ เผยชนวนยกพวกตี ถูกล้ำถิ่น หวังคืนดีแต่มองหน้าไม่ถูกชะตา ยันสอนทุกรุ่นรักพ่อแม่ (คลิป)

กรณีการทะเลาะวิวาทของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ที่บริเวณสกายวอล์ก บีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ เชื่อมกับห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.40 น. ของวันที่ 16 ส.ค. 61

ภาพจากกล้องวงจรปิด จุดเกิดเหตุ สกายวอร์กมาบุญครอง

วันที่ 17 ส.ค. 61 ภายหลังที่ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารทั้ง 2 สถาบัน ก็ได้มีการเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ทราบจำนวนผู้ก่อเหตุทั้งหมดจากกล้อง CCTV มีจำนวนประมาณ 15-20 คน ซึ่งได้ประสานกับทั้ง 2 สถาบันให้มีมาตรการลงโทษทางการศึกษา โดยจะมีมาตรการลงโทษ ได้แก่ ตักเตือน หรือพักการเรียนนักศึกษาที่ก่อเหตุ นอกจากนี้จะมีการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุที่ยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเมื่อวานนี้มาเปรียบเทียบปรับในข้อหาทะเลาะวิวาท คนละ 1,000 บาท หรือพกพาอาวุธมีด คนละ 500 บาท เพิ่มเติม

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น.

สำหรับมาตรการป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นอีก ตนได้ให้นโยบายไป 4 ข้อ ได้แก่ “เข้มงวด กวดขัน จริงจัง ต่อเนื่อง” โดยจะต้องมีการประสานงานกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้บริหารทั้งสองสถาบัน และมีการเชิญผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุเข้ามาพูดคุยเพื่อรับทราบปัญหา และหลังจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากมีนักศึกษาเข้ามาในสถานศึกษาหลังเวลาราชการ สถาบันก็ต้องเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาบุกรุก ซึ่งการเข้มงวดกวดขันเหล่านี้น่าจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ เปิดเผยว่า จะมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส นอกจากนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารให้ช่วยกันสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นอีก

อ.วีนัส ทัดเนียม รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

ด้าน อ.วีนัส ทัดเนียม รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เปิดเผยว่า ภายหลังที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (16 ส.ค.) ก็มีการพูดคุยกับนักศึกษาทั้งสองสถาบัน ซึ่งต่างก็อ้างว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีการทราบสาเหตุที่แท้จริง อย่างไรก็ตามได้มีการสั่งปิดทำการทั้ง 2 สถาบันชั่วคราว เพื่อป้องกันเหตุการณ์กระทบกระทั่งที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างนี้ โดยจะมีการเรียกผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน สำหรับบทลงโทษของนักศึกษาที่ก่อเหตุ สถาบันมีมาตรการอยู่แล้ว คือการพักการเรียน ซึ่งจะพักนานเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับก็แต่ละกรณี โดยในกรณีนี้ก็จะมีการพูดคุยกับผู้ก่อเหตุเพิ่มเติม

อ.วีนัส เปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ทั้ง 2 สถาบัน ได้มีการร่วมมือกันเพื่อหาทางป้องกันการกระทบกระทั่งมาโดยตลอด รวมถึงได้ร่วมมือกับ สน.ปทุมวัน เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแล ทำให้การกระทบกระทั่งเกิดขึ้นน้อยลงและเบาบางตามลำดับ นอกจากนี้ก็เคยมีการให้นักศึกษาทั้งสองสถาบันทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็มีการร่วมมือการจัดกิจกรรมจิตอาสาที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรและศูนย์ฝึกอบรมที่ 3 อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าออกได้สะดวก ซึ่งในการจัดกิจกรรมนักศึกษาก็ถือมีด แต่ทุกคนต่างใช้มีดในการทำประโยชน์ ไม่ได้มีการฟาดฟันกัน เป็นสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองสถาบันสามารถอยู่ร่วมกันได้

ทั้งนี้ ขณะนี้ได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยจะมีการจัดกิจกรรมทางจิตวิทยาปลูกฝังจิตสำนึกของนักศึกษาทั้งสองสถาบัน ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องจัดแยกแต่ละสถาบันก่อน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการวางกำลังเพิ่มและกวดขันอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากให้สังคมอย่าพึ่งวิตกกังวล เนื่องจากทั้งสองสถาบันก็ได้ดำเนินการสอดส่องดูแลอย่างเข้มงวด และมีการหารือกันเพื่อวางมาตรการป้องกันมาโดยตลอด ซึ่งก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมาก และตนก็เชื่อว่าหลังจากนี้ที่มีการวางมาตรการกวดขันอย่างเข้มข้นขึ้น รวมถึงมีการปลูกฝังสร้างจิตสำนึกโดยเป็นความร่วมมือระหว่างทั้งสองสถาบัน ก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งตนก็คาดหวังว่าจะทำให้เกิดการกระทบกระทั่งน้อยที่สุด หรือไม่เกิดขึ้นอีกเลย

นายบอย (นามสมมติ) นักศึกษารุ่นพี่สถาบันอุเทนถวาย

นายบอย (นามสมมติ) นักศึกษารุ่นพี่สถาบันอุเทนถวาย กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 สถาบัน เด็กของแต่ละฝ่ายจะรู้กันอยู่แล้วว่า ตัวเองจะอยู่ในพื้นที่ใดได้แค่ไหน โดยจะไม่ล้ำเส้นกัน แต่เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษ ระหว่างที่รุ่นพี่ปี 2 จำนวน 2 คนกำลังไปส่งน้องปี 1 ที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างฯ มาบุญครอง เพื่อกลับบ้านตามปกติ เมื่อส่งน้องขึ้นรถเสร็จ ก็เห็นว่าฝ่ายปทุมวันข้ามเส้นเข้ามา 2 คน จนเกิดการปะทะกันเพราะต้องป้องกันตัวกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งที่ไม่ได้อยากมีเรื่องกัน ซึ่งทั้ง 2 สถาบันจะไม่ล้ำเส้นกันอยู่แล้ว จนกระทั่งฝ่ายปทุมวันถูกเตะหลับไป 1 คน ส่วนอีก 1 คนวิ่งหนีไป โดยมีรปภ.ที่เห็นเหตุการณ์มาห้ามไว้ จึงแยกย้ายกันกลับเพราะตรงนั้นมีประชาชนอยู่เยอะ กลัวว่าจะแตกตื่นและไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (16 ส.ค.) ระหว่างที่รุ่นพี่ปี 2 กำลังไปส่งรุ่นน้องกลับบ้านอยู่เหมือนเดิม และได้พบกับคนฝั่งปทุมวันที่พยายามจะล้ำเส้นเข้ามา จึงโทรตามเพื่อน ๆ ในสถาบันให้มาช่วยกันโซน หากอีกฝ่ายเข้ามาจะได้ช่วยเหลือน้อง ๆ ได้ทัน และเกือบมีการปะทะกันจริง แต่ตำรวจและรปภ. ของห้างเข้ามาห้ามไว้ได้ก่อน และจับกุมตัวไป ซึ่งตนไม่ทราบว่า เขาคิดอะไรกันอยู่ถึงข้ามเส้นมาแบบนี้

บอย ยอมรับว่า ตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพอมาเจอกัน มองหน้ากันแล้วต้องมีเรื่องมีปัญหากันตลอด อาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่ถูกชะตา แต่การที่ฝั่งเขาล้ำเส้นเข้ามาแบบนี้ถือว่าไม่ถูก อยากให้ต่างคนต่างอยู่ และให้เรื่องราวแบบนี้จบไป แล้วแยกย้ายกันเรียนจะดีกว่า เพราะเราถือเป็นอนาคตของชาติทั้งคู่ ส่วนตัวแล้วจะคอยบอก คอยเตือนน้อง ๆ ว่า ให้ระวังตัวเป็นอันดับแรก เราเป็นปัญญาชนแล้วอย่าไปหาเรื่องใครก่อน และคอยป้องกันตัวอย่าให้เกิดเหตุกับตัวเอง มาเรียนที่นี่อย่าคิดถึงแต่พี่น้อง พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้านสำคัญที่สุด หากเป็นอะไรขึ้นมารุ่นพี่ที่สถาบันรักเราก็จริง แต่สุดท้ายแล้วคนที่เสียใจที่สุดคือพ่อแม่ หากถามว่ากลัวเรื่องของการกลับมาเอาคืน แก้แค้นกันหรือไม่ บอยบอกว่าไม่แน่ใและไม่ขอออกความเห็น เพราะไม่รู้ว่าใครคิดยังไง แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็ขอให้จับตัวคนทำได้

จุดเกิดเหตุ สกายวอร์กมาบุญครอง

ในมุมมองส่วนตัวคิดว่า วิธีแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของทั้ง 2 สถาบัน ขอให้เป็นเรื่องของทัศนคติแต่ละคน ใครชอบแบบไหนก็แบบนั้น เราไม่สามารถปลูกฝังคนได้ทั้งหมด พร้อมทั้งขอไม่ออกความเห็นว่าเรื่องราวจะบานปลายจนเกิดเหตุซ้ำรอยแบบคดีของเต้ ธนิต ทัฬหสุนทร ที่ถูกแทงเสียชีวิตหรือไม่ และส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะต่างคนต่างอยู่ ถ้าไม่ไปหาเรื่องเขา เขาก็ไม่มาหาเรื่องเรา ตั้งแต่เรียนมาก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร

ส่วนกรณีที่นักศึกษาอุเทนถวาย รวมตัวกันไปยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา มองว่าการก่อเหตุ 1 ครั้งต้องมีคนผิด แต่ตำรวจจับตัวคนทำไม่ได้ ทั้งที่มีการยิงกันหน้าโรงเรียนหลายต่อหลายครั้ง ย่านพญาไทใจกลางกรุงเทพฯ กล้องวงจรปิดก็มีเยอะแต่ก็ยังจับไม่ได้

keyboard_arrow_up