คนโพสต์ไฟยักษ์ร่วงใส่รถลูกเมียพัง ฉะทางหลวงชนบทละเลย หวั่นพลาดอีกถึงตาย (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Siripol Sri โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถยนต์ พร้อมรูปภาพรถยนต์ของตัวเอง หลังเกิดอุบัติเหตุโคมไฟขนาดใหญ่หล่นตกใส่รถจนได้รับความเสียหาย บนสะพานพระราม 4 (อ่าน: หวุดหวิด! โคมไฟขนาดใหญ่ตกใส่รถ บนสะพานพระราม 4 ถ้าหล่นช้าครึ่งวินาที จะเกิดอะไรขึ้น?)

ภาพจากกล้องหน้ารถยนต์ขณะเกิดเหตุ

วันที่ 4 ส.ค. 61 นายศิริพล ศรีกาญจนเพริศ อายุ 50 ปี ผู้โพสต์คลิป เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ภรรยาไปรับลูก ขากลับภรรยาได้ใช้เส้นทางสะพานพระราม 4 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้สัญจรเป็นประจำ ช่วงวินาทีเกิดเหตุอยู่ระหว่างขับรถลงจากสะพาน และรถได้ขับไปเหยียบกับวัตถุบางอย่างและได้ยินเสียงดังโครม ตกใจถึงขั้นกรีดร้อง ในขณะที่ลูกชายนั่งอยู่ภายในรถก็ตกใจมากถึงกับตะโกนขึ้นว่า “แผ่นดินไหว” ก่อนที่ภรรยาตั้งสติและนำรถลงจากสะพานมาจอดริมทาง

นายศิริพล ศรีกาญจนเพริศ ผู้โพสต์คลิป

จากนั้นตนจึงได้ตามไปที่เกิดเหตุ พบสภาพรถฝั่งคนขับ บังโคนด้านล่าง และล้อแม็กได้รับความเสียหาย ตนจึงได้ต่อว่าภรรยาว่าทำไมไม่รู้ว่าไปชนอะไรมา ต่อมาในกลางดึกของคืนเกิดเหตุ จึงได้มีการเปิดภาพวิดีโอบันทึกจากกล้องหน้ารถของภรรยาดู เมื่อภรรยาเห็นภาพถึงกับร้องไห้ออกมา เพราะนั่นคือวินาทีที่สามารถพรากชีวิตไปได้ เพราะถ้าหากโคมไฟหล่นลงมาช้าอีก 1-2 วินาที อาจจะทำให้ภรรยาและลูกได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

สภาพรถที่เสียหาย

หลังเกิดเหตุทำให้ภรรยาไม่มีรถใช้ไปทำงาน ไปส่งลูกที่โรงเรียน เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว กรมทางหลวงยังไม่ได้เข้ามารับผิดชอบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตนได้ร้องเรียนไปที่หมวดบำรุงทางหลวงชนบทราชพฤกษ์แล้วก็ตาม เพื่อขอให้มีการอนุมัติรถมาให้แก่ครอบครัวของตนใช้ ขณะรอรถที่เสียหายส่งซ่อม แต่กลับไม่ได้รับคำตอบเพียงว่า “ส่งเรื่องให้หัวหน้าและฝ่ายกฎหมายดูแลแล้ว” ตนเองจึงรู้สึกว่า ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน แต่ทำไมประชาชนเดือนร้อน กลับโยนให้กฎหมาย

นายศิริพลบอกต่อว่า อยากให้กรมทางหลวงมีแผนสำรองบรรเทาทุกข์ เพื่อเข้ามาช่วยผู้ประสบภัยที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ตนมองว่าในประเทศไทยไม่ได้มีเหตุการณ์นี้เพียงเหตุการณ์เดียว แต่เชื่อว่ายังคงมีผู้ประสบภัยคล้ายกับตนอีกหลายราย จึงอยากให้กรมทางหลวงมีแผนสำรองช่วยเหลือผู้ประสบภัยกระทันหัน อย่างรวดเร็ว อย่าให้รอแต่ขั้นตอนของระเบียบหรือกฎหมายเท่านั้น

ในมุมของตน ซึ่งเป็นวิศวกรเช่นกัน มองว่าเรื่องดังกล่าวนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่การบำรุงรักษา คือต้องมีการตรวจสอบแน่นอนและต่อเนื่อง แต่ถ้าหากกรมทางหลวงบอกว่ามีการบำรุงรักษา ก็จะต้องตั้งคำถามกลับมาว่าการบำรุงรักษาเป็นไปตามแผนที่ระบุไว้หรือไม่ ทำด้วยวิธีการอย่างไร ตรวจเช็กอย่างละเอียดแค่ไหน อุปกรณ์ได้มาตรฐานไหม และปฏิบัติจริงหรือไม่ เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่ใช้เส้นทางนี้ยังไม่เคยเห็นการบำรุงรักษาอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ตนเองไม่ได้ต้องการเงินหรือต้องได้รับค่าชดเชย แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องการคือ ความปลอดภัยของผู้ที่ใช้เส้นทางที่กรมทางหลวงจะต้องดูแลอย่างครอบคลุม และคาดหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก

โคมไฟที่ตกบริเวณที่เกิดเหตุ

ด้าน นายมาศ พันธุเตชะ ผู้อำนวยการกลุ่มบำรุงสะพาน ถนน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังหมวดบำรุงทางหลวงชนบทราชพฤกษ์ได้รับแจ้งเหตุ จึงจัดเจ้าหน้าที่ไปยังที่เกิดเหตุทันที จุดเกิดเหตุเป็นสะพานยาว 1,700 เมตร จากการตรวจสอบของนายช่างผู้มีความเชี่ยวชาญ พบว่า เกิดจากการคลายตัวน็อตที่ยึดเกาะโคมไฟ ซึ่งการยึดของโคมไฟนี้เป็นลักษณะเกรียว เมื่อมีรถสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก น้ำหนักรถที่วิ่งผ่านจะกระทบกับตัวสะพาน ทำให้เกลียวที่ยึดติดโคมไฟคลายตัวและหลุดออกมา

นอกจากเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโคมไฟบริเวณที่เกิดเหตุแล้ว ยังได้ตรวจสอบโคมไฟตามจุดต่างๆ เพิ่มเติมด้วย ว่ามีการเฉี่ยวชนหรือไม่ มีลักษณะชำรุดเสียคล้ายกับจุดที่เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ และขันน็อตที่ยึดโคมไฟอื่นๆ บนสะพานให้แน่นขึ้น เพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโคมไฟบริเวณที่เกิดเหตุ

ที่ผ่านมาหมวดบำรุงทางหลวงชนบทราชพฤกษ์ ได้ตรวจสอบตามแผนการตรวจสอบทุกๆ 3 เดือน เว้นแต่ว่าจะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุ รถชน ไฟดับ จึงจะเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ หรือหากเกิดการชำรุดเสียหายอื่นๆ จึงจะเข้าไปตรวจสอบก่อนครบกำหนด 3 เดือน ส่วนมาตรการในการตรวจสอบดูแลหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาวนั้น จะมีการประชุมเพื่อหามาตรการหรือแนวทางแก้ไขกันอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้สัญจรไปมา สำหรับเหตุที่เกิดขึ้น ตนรับทราบเรื่องแล้ว และจะไปลงพื้นที่เกิดเหตุหาข้อเท็จจริงและสาเหตุอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อประเมินความเสียหาย และจ่ายเงินค่าเสียหายให้กับเจ้าของรถ ตามกฏระเบียบของหน่วยงานต่อไป

 

keyboard_arrow_up