
TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนลดลงหรือถูกขัดขวางชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด อาการมักหายไปเองภายในไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง โดยภาวะ TIA จะยังไม่ทำให้เกิดภาวะเนื้อสมองตาย (Cerebral Infarction)
อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอาจพบเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันตามหลัก BE FAST ได้แก่
• หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว: ใบหน้าด้านหนึ่งอ่อนแรง ยิ้มแล้วมุมปากไม่เท่ากัน
• แขนขาอ่อนแรงหรือชา: แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรง ยกแขนไม่ขึ้น หรือจับสิ่งของไม่ถนัด
• พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก: พูดติดขัด นึกคำไม่ออก หรือฟังคำพูดของผู้อื่นไม่เข้าใจ
• มองเห็นผิดปกติ: ตามัว มองไม่เห็นชั่วคราว โดยเฉพาะตาข้างเดียว หรือเห็นภาพซ้อน
• เสียการทรงตัว: เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือเวียนศีรษะร่วมกับอาการผิดปกติอื่นอย่างกะทันหัน
ภาวะนี้มักเกิดจากลิ่มเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่สะดวก โดยสาเหตุที่พบได้ ได้แก่
• หลอดเลือดสอมงหรือหลอดเลือดที่คอตีบ: เกิดจากคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และอาจมีลิ่มเลือดหรือเศษคราบไขมันหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
• ลิ่มเลือดจากหัวใจ: ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
• ความผิดปกติของหลอดเลือด: โรคของผนังหลอดเลือดบางชนิดอาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองผิดปกติ
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้
• ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง: ความดันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่คอตีบ
• ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีไขมันในเลือดสูง: ระดับน้ำตาลและไขมันที่สูงอาจส่งผลต่อหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคราบไขมันสะสม
• ผู้ที่มีโรคหัวใจ: โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
• ผู้ที่สูบบุหรี่: สารในควันบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไม่ค่อยออกกำลังกาย: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
• ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดอาจเสื่อมสภาพและมีโอกาสตีบมากขึ้น ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำ
อย่างไรก็ตาม TIA ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เท่านั้น เพราะบางรายอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือหลอดเลือดที่ยังไม่เคยตรวจพบ จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม
TIA และโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ผลกระทบต่อเนื้อสมอง
ความแตกต่าง | TIA | หลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) |
|---|---|---|
ผลที่เกิดขึ้นกับสมอง | เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว โดยไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด | สมองขาดเลือด หรือถูกกดทับจนเซลล์สมองได้รับความเสียหาย |
ระยะเวลาของอาการ | มักหายภายในไม่กี่นาที | อาการอาจคงอยู่ ดีขึ้น หรือหายไปได้ แม้มีเนื้อสมองได้รับความเสียหาย |
การดูแลรักษา | ต้องได้รับการตรวจและฉุกเฉิน | ต้องได้รับการตรวจและรักษาฉุกเฉิน หากมาเร็ว แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อการรักษา |
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังมีอาการ
ข้อมูลจาก American Heart Association (AHA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ TIA อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 90 วันสูงถึง 17.8% และเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ Stroke ที่เกิดตามมาพบภายใน 48 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคประจำตัว และผลการตรวจ หากสงสัยว่ามีอาการ TIA จึงควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อให้แพทย์ค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม
แพทย์จะเริ่มจากสอบถามว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เริ่มเมื่อใด และเป็นอยู่นานเท่าไร รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของสมองและระบบประสาท ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยหาสาเหตุ
1. การตรวจสมองด้วย CT Scan หรือ MRI
CT Scan ช่วยตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองขาดเลือด และความผิดปกติอื่น ส่วน MRI สามารถช่วยตรวจพบเนื้อสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากการขาดเลือดได้ละเอียดมากกว่า แม้มีรอยขาดเลือดขนาดเล็กหรืออาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นแล้ว
2. การตรวจหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดแดงใหญ่คอ
แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพื่อค้นหาบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน โดยมีวิธีตรวจที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น
• Carotid Doppler Ultrasonography: ใช้คลื่นเสียงตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ เพื่อดูคราบไขมัน ภาวะหลอดเลือดตีบ และการไหลเวียนของเลือด
Transcranial Doppler Ultrasonography (TCD): ใช้คลื่นเสียงประเมินการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะ เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด
• CTA หรือ MRA: เป็นการตรวจภาพหลอดเลือดที่ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและความรุนแรงของหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ชัดเจนขึ้น
แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย
3. การตรวจหัวใจและตรวจเลือด
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจหัวใจเพิ่มเติมช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และปัจจัยสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดในทุกราย
การรักษา TIA มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับสาเหตุและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน
การเลือกใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงของลิ่มเลือดขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ หากความเสี่ยงเกิดจากการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด แพทย์อาจพิจารณายาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) เพื่อช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
แต่หากพบว่าลิ่มเลือดสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์อาจพิจารณายาต้านการแข็งตัวของเลือดแทน เนื่องจากยาทั้งสองกลุ่มมีข้อบ่งใช้และความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกก่อนเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
หากตรวจพบว่าหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอตีบรุนแรงและสัมพันธ์กับอาการ TIA แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง เช่น การผ่าตัดเอาคราบไขมันออกจากหลอดเลือด หรือการรักษาผ่านสายสวนใส่ขดลวดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับการตีบ ตำแหน่งของหลอดเลือด อาการที่เกิดขึ้น และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมด้วย
นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีแนวทางดังนี้
• ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
• เลิกสูบบุหรี่
• รับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ และลดอาหารเค็มหรือมีไขมันอิ่มตัวสูง
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์
• รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง
หากพบอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน ควรปฏิบัติดังนี้
• ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพื่อเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่
• ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง ควรใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้ได้รับการประเมินและช่วยเหลือระหว่างเดินทาง
• จดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ผู้ป่วยยังมีอาการปกติ เพื่อแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
• แจ้งอาการและโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
• แม้อาการจะหายไปก่อนถึงโรงพยาบาล ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา การตรวจหาสาเหตุและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในอนาคต
Advertisement