Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) สัญญาณเตือนสโตรกที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) สัญญาณเตือนสโตรกที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

26 ต.ค. 69
11:15 น.
แชร์

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) คืออะไร?

TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนลดลงหรือถูกขัดขวางชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด อาการมักหายไปเองภายในไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง โดยภาวะ TIA จะยังไม่ทำให้เกิดภาวะเนื้อสมองตาย (Cerebral Infarction)

อาการของ TIA ที่ควรสังเกต

อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอาจพบเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันตามหลัก BE FAST ได้แก่

• หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว: ใบหน้าด้านหนึ่งอ่อนแรง ยิ้มแล้วมุมปากไม่เท่ากัน

• แขนขาอ่อนแรงหรือชา: แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรง ยกแขนไม่ขึ้น หรือจับสิ่งของไม่ถนัด

• พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก: พูดติดขัด นึกคำไม่ออก หรือฟังคำพูดของผู้อื่นไม่เข้าใจ

• มองเห็นผิดปกติ: ตามัว มองไม่เห็นชั่วคราว โดยเฉพาะตาข้างเดียว หรือเห็นภาพซ้อน

• เสียการทรงตัว: เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือเวียนศีรษะร่วมกับอาการผิดปกติอื่นอย่างกะทันหัน

TIA เกิดจากอะไร?

ภาวะนี้มักเกิดจากลิ่มเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่สะดวก โดยสาเหตุที่พบได้ ได้แก่

• หลอดเลือดสอมงหรือหลอดเลือดที่คอตีบ: เกิดจากคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และอาจมีลิ่มเลือดหรือเศษคราบไขมันหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง

• ลิ่มเลือดจากหัวใจ: ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง

• ความผิดปกติของหลอดเลือด: โรคของผนังหลอดเลือดบางชนิดอาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองผิดปกติ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้

• ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง: ความดันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่คอตีบ

• ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีไขมันในเลือดสูง: ระดับน้ำตาลและไขมันที่สูงอาจส่งผลต่อหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคราบไขมันสะสม

• ผู้ที่มีโรคหัวใจ: โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง

• ผู้ที่สูบบุหรี่: สารในควันบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด

• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไม่ค่อยออกกำลังกาย: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

• ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดอาจเสื่อมสภาพและมีโอกาสตีบมากขึ้น ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำ

อย่างไรก็ตาม TIA ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เท่านั้น เพราะบางรายอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือหลอดเลือดที่ยังไม่เคยตรวจพบ จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม

TIA กับ Stroke ต่างกันอย่างไร?

TIA และโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ผลกระทบต่อเนื้อสมอง

ความแตกต่าง

TIA

หลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)

ผลที่เกิดขึ้นกับสมอง

เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว โดยไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด

สมองขาดเลือด หรือถูกกดทับจนเซลล์สมองได้รับความเสียหาย

ระยะเวลาของอาการ

มักหายภายในไม่กี่นาที

อาการอาจคงอยู่ ดีขึ้น หรือหายไปได้ แม้มีเนื้อสมองได้รับความเสียหาย

การดูแลรักษา

ต้องได้รับการตรวจและฉุกเฉิน

ต้องได้รับการตรวจและรักษาฉุกเฉิน หากมาเร็ว แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อการรักษา

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวอันตรายแค่ไหน?

แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังมีอาการ

ข้อมูลจาก American Heart Association (AHA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ TIA อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 90 วันสูงถึง 17.8% และเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ Stroke ที่เกิดตามมาพบภายใน 48 ชั่วโมงแรก

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคประจำตัว และผลการตรวจ หากสงสัยว่ามีอาการ TIA จึงควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อให้แพทย์ค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม

แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากสอบถามว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เริ่มเมื่อใด และเป็นอยู่นานเท่าไร รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของสมองและระบบประสาท ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยหาสาเหตุ

1. การตรวจสมองด้วย CT Scan หรือ MRI

CT Scan ช่วยตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองขาดเลือด และความผิดปกติอื่น ส่วน MRI สามารถช่วยตรวจพบเนื้อสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากการขาดเลือดได้ละเอียดมากกว่า แม้มีรอยขาดเลือดขนาดเล็กหรืออาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นแล้ว

2. การตรวจหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดแดงใหญ่คอ

แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพื่อค้นหาบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน โดยมีวิธีตรวจที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น

• Carotid Doppler Ultrasonography: ใช้คลื่นเสียงตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ เพื่อดูคราบไขมัน ภาวะหลอดเลือดตีบ และการไหลเวียนของเลือด

Transcranial Doppler Ultrasonography (TCD): ใช้คลื่นเสียงประเมินการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะ เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด

• CTA หรือ MRA: เป็นการตรวจภาพหลอดเลือดที่ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและความรุนแรงของหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ชัดเจนขึ้น

แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

3. การตรวจหัวใจและตรวจเลือด

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจหัวใจเพิ่มเติมช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และปัจจัยสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดในทุกราย

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวรักษาอย่างไร?

การรักษา TIA มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับสาเหตุและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

การรักษาด้วยยา

การเลือกใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงของลิ่มเลือดขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ หากความเสี่ยงเกิดจากการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด แพทย์อาจพิจารณายาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) เพื่อช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

แต่หากพบว่าลิ่มเลือดสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์อาจพิจารณายาต้านการแข็งตัวของเลือดแทน เนื่องจากยาทั้งสองกลุ่มมีข้อบ่งใช้และความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกก่อนเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอตีบ

หากตรวจพบว่าหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอตีบรุนแรงและสัมพันธ์กับอาการ TIA แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง เช่น การผ่าตัดเอาคราบไขมันออกจากหลอดเลือด หรือการรักษาผ่านสายสวนใส่ขดลวดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับการตีบ ตำแหน่งของหลอดเลือด อาการที่เกิดขึ้น และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมด้วย

การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีแนวทางดังนี้

• ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ

• เลิกสูบบุหรี่

• รับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ และลดอาหารเค็มหรือมีไขมันอิ่มตัวสูง

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์

• รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรทำอย่างไร?

หากพบอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน ควรปฏิบัติดังนี้

• ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพื่อเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่

• ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง ควรใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้ได้รับการประเมินและช่วยเหลือระหว่างเดินทาง

• จดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ผู้ป่วยยังมีอาการปกติ เพื่อแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ

• แจ้งอาการและโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด

• แม้อาการจะหายไปก่อนถึงโรงพยาบาล ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน

สรุป

แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา การตรวจหาสาเหตุและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในอนาคต

Advertisement

แชร์
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) สัญญาณเตือนสโตรกที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว