Review Searching: เสิร์ซหา สูญหาย บางอย่างถ้าเราไม่ตั้งใจหาจริงๆ ก็จะไม่สามารถเห็นได้ไปตลอดกาล

มีหนังไม่กี่เรื่องในปีนี้ ที่ผมเฝ้าติดตามและเฝ้ารอนับวันฉาย ซึ่ง Searching: เสิร์ซหา สูญหาย เป็น 1 ในไม่กี่เรื่องดังกล่าว จากตัวอย่างหนังที่ได้รับชม พร้อมคำโปรยว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งเรื่อง แค่เท่านี้ความคาดหวังก็พุ่งขึ้นสูงลิบ ด้วยความเชื่อที่ว่า “ไม่มีใครที่จะมานั่งเฝ้าหน้าจอคอมได้ทั้งวันหรอก” แต่บอกเลยว่าผม “คิดผิด” สิ่งที่ Searching: เสิร์ซหา สูญหาย ได้นำเสนอนั้น มันน่าสนใจ ลุ้น ตื่นเต้น และน่าค้นหา จนละสายตาไปจากหน้าจอคอมตัวนี้ไม่ได้จริงๆ

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ มาร์โก เด็กสาววัย 16 ลูกสาวของเดวิด คิม ผู้ที่ยังคงมีแผลจากการสูญเสียมารดา ผู้เป็นเหมือนเครื่องหมายคำถาม ว่าหลังจากที่แม่ไม่อยู่ ทำไมทุกอย่างในครอบครัวไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลย มาร์โกหายตัวไป ซึ่งมีเบอร์ของเธอติดต่อมาหาพ่อแต่คลาดกัน ก่อนที่เดวิดจะติดต่อเธอไม่ได้อีกเลย แล้วพอแจ้งไปทางตำรวจก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเท่าที่ควร มาร์โกหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในโลกแห่งความจริง ทำให้เดวิดต้องลงมือค้นหาเบาะแสจากข้างของส่วนตัวที่มาร์โกทิ้งเอาไว้ และได้พบกับความจริงที่สั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไปตลอดกาล

พล็อตหนังก็เหมือนหนังที่ต้องตามหาคนหายทั่วๆ ไป อย่าง Gone Girl อาจจะไม่พีคถึงขั้นที่ถูกลักพาตัว แล้วคุณพ่อต้องไปตามไล่ล่าคนร้ายแบบ Taken แต่ด้วยโครงเรื่องเดิมๆ นี่แหละ ที่พลิกภาพหนังเดิมๆ เมื่อ Searching นำเสนอเรื่องราวผ่านหน้าจอ ซึ่งสลับไปมาระหว่างโปรแกรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งเบาะแสที่ถูกซ่อนไว้โดยลูกสาว ที่ีต้องบอกเลยว่าคนเขียนบทและผู้กำกับสามารถร้อยเรียงเรื่องราวคนหาย เข้ากับการเสียดสีสะท้อนสังคมปัจจุบัน ที่คนเราแยกตัวตนจริงๆ ออกจากอินเทอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียแทบไม่ได้ แต่ทั้งหลายเหล่านั้นที่เราเคยใช้หรือได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสสังคมตรงนั้น มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเช่นกัน เรียกว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่หนังเรื่องนี้นำเสนอออกมาได้ “ตีแตก” และเข้าถึงคนดูได้ทุกเพศทุกวัย

สิ่งที่ดูจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของ Searching ก็คือการที่หนังให้เบาะแสแก่ตัวละครและคนดูไปพร้อมๆ กัน บางสิ่งอย่างที่เคยปรากฏขึ้นมาในหนังแล้ว หลายอย่างที่ทำให้เรายังคงค้างคาติดอยู่ในใจ ในช่วงท้ายปลายทางก็ชี้แจงแถลงไขไว้หมดครบถ้วน หรือจะบอกว่า หนังเรื่องนี้ใช้การให้ข้อมูลทุกอย่างอย่างคุ้มค่าก็คงไม่ผิด เพราะถึงตลอดเวลาเราจะ “เฮ้ย!” แต่พอมาช่วงคลายก็พร้อมจะร้อง “อ๋อ” กันอย่างไม่มีข้อกังขา ส่วนข้อติที่มันทำให้หนังภาพรวมเสียไปเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อยเท่านั้น คือการเชื่อมต่อเรื่องราวของหนังที่บางจุดดูจะขัดใจไปบ้าง แต่ถ้ามองข้ามไปได้ก็ไม่ถือว่าทำให้หนังเสียอรรถรสไปเท่าไรนัก เนื่องจากข้อจำกัดของการที่หนังต้องการเล่าเรื่องผ่านหน้าจอนั่นเอง บางอย่างเลยดูแถ “ไม่เนียน” เท่าไหร่

และถ้าหากยังจำกันได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน เคยมีหนังเรื่องหนึ่งที่มีความทะเยอทะยานในการสร้างหนังด้วยการเล่าเรื่องแบบใหม่นี้มาแล้วครั้งนึง ซึ่งก็คือเรื่อง Unfriended ที่เข้าฉายเมื่อปี 2014 เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ที่กลับมาทำร้ายคนที่ยังอยู่และอาจมีส่วนร่วมกับการตายของหญิงสาวคนหนึ่ง ณ ตอนนั้น Unfriended เป็นหนังที่ถูกพูดถึงอยู่พอสมควร ด้วยการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักทำหนังหลายๆ คน ได้ต่อยอดแนวความคิดนั้น จนมาถึง Searching เสิร์ชหา สูญหาย ที่ได้ทำการบ้านมามากขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหา ทำให้ผู้ชมสามารถติดตามและร่วมลุ้นไปกับตัวละครได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และคล้อยตามไปกับตัวละคร เพราะเราจะได้รับรู้ทุกเหตุการณ์ไปพร้อมกัน ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า “ใคร” คนนั้น คือคนที่เรารู้จักดีหรือเปล่า?

แล้วเรายังจะไว้เนื้อเชื่อใจใครได้อีก เพราะแม้แต่คนใกล้ตัว เรายังไม่เปิดใจทำความรู้จักกันให้ดีเลย?? ค้นหาคำตอบของความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมๆ กับเอาใจช่วยให้การค้นหามาร์โก้ จบลงอย่างแฮปปี้เอนด์ด้งได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

keyboard_arrow_up